Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

บทความที่เกี่ยวข้อง

Who online?

เรามี 10 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

160507
TodayToday6
YesterdayYesterday124
This weekThis week274
This monthThis month1278
AllAll160507



บทแนะนำหนังสือ

            บทแนะนำหนังสือนี้  จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเกริ่นนำและสรุปรายละเอียดเนื้อหาโดยย่อ  หรือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหนังสือแต่ละเล่มที่ทาง ThaiIslamLib  ได้จัดไว้ให้แก่ผู้อ่านได้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม   หากท่านสนใจหนังสือเล่มใดก็อาจจะเข้าไปดูที่รายละเอียดในบทแนะนำหนังสือก่อนได้   ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาเปิดอ่านทั้งฉบับ
--------------------------------------------
บทแนะนำหนังสือ (ใหม่)

                                 

         



“คุณธรรมแห่งชีวิตคู่” (ตอนที่ 2) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันพุธที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๐:%M
บทแนะนำหนังสือ  :  “คุณธรรมแห่งชีวิตคู่”  (ตอนที่ 2)
เขียนโดย :  อยาตุลลอฮ์ อิมรอฮีม อามินี       แปลโดย :  ฮัมซะอี
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
          ในตอนที่แล้วเราได้แนะนำหนังสือ “คุณธรรมแห่งชีวิตคู่” แก่ท่านผู้อ่าน  โดยได้กล่าวถึงความรู้สึกจากใจผู้เขียน และเหตุอันเป็นที่มาในการเขียนหนังสือฉบับนี้ไปแล้ว  แต่เนื่องจากเนื้อหาสาระในหนังสือฉบับนี้มีคุณค่ามาก จึงควรที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นบางช่วงบางตอนให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ  เพื่อเพิ่มความปรารถนาแก่ท่านในการที่เข้าไปอ่านเนื้อหาในหนังสืออย่างสมบูรณ์   เราจึงอดเสียมิได้ที่จะต้องนำเสนอบทแนะนำหนังสือฉบับนี้ในตอนที่ 2  
            
และด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)  ข้าพเจ้าผู้เขียนบทแนะนำ จึงได้พบว่าหนังสือฉบับนี้  ต้นฉบับภาษาอังกฤษมีชื่อว่า Principles Of Marriage & Family Ethics   เขียนโดย ท่านอยาตุลลอฮ์ อิมรอฮีม อามินี  ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ด้านนิติศาสตร์อิสลาม  [ a senior professor of Islamic Jurisprudence at, Hawzah Ilmiyyah (Islamic Theological Centre), Qum, Iran, Hujjatul-Islam Ibrahim Amini. The author has taken great pains in conducting research and deep study on the subject of family ethics and husband-wife relationship.]   เมื่อได้รู้จักผู้เขียนแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าไม่ประหลาดใจเลย  ที่ว่าหนังสือฉบับนี้ทำไมถึงได้ นำเสนอได้อย่างสมบูรณ์ทุกแง่มุมของการใช้ชีวิตคู่เลยทีเดียว  จึงใคร่เชิญชวนท่านผู้อ่านให้ติดตามดูรายละเอียดบางตอน  ดังนี้
            
วัตถุประสงค์ของการสมรส โดยทางกายภาพนั้น เป็นการสร้างครอบครัว ทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัย และความสงบสุขในชีวิต  ช่วยตอบสนองความต้องการทางเพศตามธรรมชาติ  ทำให้มนุษย์ประพฤติตนอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม  และเป็นการสร้างเผ่าพันธุ์สืบตระกูล   ซึ่งแท้จริงแล้วจุดมุ่งหมายของการสมรสมีมากกว่าที่ได้กล่าวมาแล้ว  สิ่งสำคัญคือ มนุษย์จะได้ฝึกฝนตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ  เพื่อประกอบคุณงามความดี  มุ่งสูงฐานะภาพของการใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง   ดังนั้น ความมุ่งหมายของผู้สมรสที่ปฏิบัติตามหลักศาสนา ก็คือ หลีกห่างจากการกระทำผิด สลัดทิ้งความชั่วร้ายทั้งปวง  เพื่อเข้าสู่ความใกล้ชิดยังพระองค์นั่นเอง  ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงได้กล่าวไว้ว่า
                “บุคคลผู้ได้สมรสแล้วนั้น เท่ากับได้พิทักษ์ปกป้องศาสนาของเขาไว้แล้วครึ่งหนึ่ง”
                และท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวว่า
                “นมาซของผู้บุคคลผู้ได้ทำการสมรสแล้วนั้นเพียงสองร่อกะอัต ย่อมมีค่ามากกว่านมาซของคนโสดเจ็ดสิบร่อกะอัต”
                ดังนั้น การมีคู่ครองที่ซื่อสัตย์ เป็นผู้ที่มั่นคงต่อศาสนา และเป็นคู่ครองที่ปรับตัวเข้ากันได้นั้น จึงมีส่วนสำคัญมากต่อการดำรงชีวิตที่มีเกียรติ  คู่ครองที่มั่นคงต่อศาสนานั้น มิเพียงแต่ทำให้ครอบครัวบรรลุผลตามความมุ่งหมายทางศาสนาเท่านั้น  แต่จะเป็นแหล่งที่มาของการให้กำลังใจกันและกัน ในการบำเพ็ญความดีและแสวงหาความเจริญทั้งปวง
                มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีคนไปหาท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีภรรยาที่คอยต้อนรับข้าพเจ้าเสมอเมื่อกลับเข้าสู่บ้าน และเมื่อข้าพเจ้าจะจากบ้าน เธอก็จะส่งข้าพเจ้าถึงหน้าประตู”  เมื่อข้าพเจ้าเศร้าโศกและไม่มีความสุข เธอจะปลอบข้าพเจ้าโดยกล่าวว่า  “ถ้าหากเธอคิดถึงสิ่งยังชีพละก็ อย่าได้หม่นหมองไปเลย  เพราะอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ย่อมทรงประทานสิ่งนั้นให้เรา  และหากท่านวิตกถึงชีวิตโลกหน้า ก็ขอให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงเพิ่มพูนสติปัญญาและความพยายามในทางที่ถูกต้องให้แก่ท่าน”  เพราะท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า “อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีผู้แทนของพระองค์ในโลกนี้  และภรรยาของท่านนั้นก็คือหนึ่งในบรรดาผู้แทนของพระองค์  ซึ่งภรรยาผู้ปฏิบัติหน้าที่นั้นย่อมได้รับรางวัลจากพระองค์ ถึงครึ่งของผู้ประกอบญิฮาดพลีชีพเพื่อพระองค์”
            ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสามีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย  สตรีนั้นสามารถทำให้บ้านนั้นเป็นสรวงสวรรค์  หรือในทางกลับกัน  นางอาจจะทำให้บ้านเป็นนรกหมกไหม้ก็ได้
                ท่านอิมามอะลี (อ.) จึงได้กล่าวว่า  “ญิฮาดของบรรดาสตรีนั้นคือการดูแลให้สามีมีความเป็นอยู่ดี”
                และท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  ได้กล่าวว่า  “ภรรยาคนใดมิได้ปฏิบัติหน้าที่อันภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามี  ภรรยานั้นก็มิได้กระทำหน้าที่ของเธอต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.)” 
                ความเมตตากรุณา  เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาจะได้รับ และต้องการให้ตนเป็นที่รักของคนอื่น ๆ   สามีของเรา ก็มิได้มีฐานะแตกต่างไปจากคนอื่น  ผู้เป็นภรรยาถึงแม้ว่านางจะมีความรักความจริงใจต่อสามีก็ตาม  แต่นางก็มิอาจแสดงออกได้บ่อยครั้งที่จะทำให้สามีเห็นความรักของนาง  ดังนั้น คำพูดเพียงบางประโยคว่า “ฉันรักเธอ”  “ฉันคิดถึงเธอ”  จึงเป็นสิ่งจำเป็นและช่วยสร้างสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
                ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวไว้ว่า  “เมื่อท่านรักใคร ก็ต้องแสดงความรักแก่เขา ให้เข้าได้รู้”
                การเคารพนับถือสามี   การให้เกียรติและแสดงความนับถือต่อสามีนั้น ภรรยาอย่าได้เข้าใจว่าทำให้ตัวเองต้องต่ำต้อยลง  แต่การกระทำเช่นนี้จะทำให้สามีเกิดความมุ่งมั่นมุมานะ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่ครอบครัว   ดังนั้น จงหลีกเลี่ยงการทำให้สามีต่ำต้อย การพูดขึ้นเสียงแข็งกับเขา อย่าดูหมิ่นเขา อย่าทำเป็นไม่เอาใจใส่ต่อเขา อย่าเรียกชื่อเขาในชื่อที่เยาะเย้ยถากถาง  เพราะมันจะกัดกร่อนจิตวิญญาณแห่งความรักและความไว้วางใจให้เสื่อมโทรมลง  และนี่คือตัวอย่างหนึ่งจากเรื่องดังกล่าว
 
            ชายผู้หนึ่งอายุ 22 ปี ได้ใช้มีดแทงภรรยา อาย 19 ปี ถึงแก่ความตาย  เพราะเธอดูหมิ่นเขา  เมื่อเรื่องขึ้นสู่ศาล เขาได้ให้การต่อศาลว่า  “ข้าพเจ้าแต่งงานกับหญิงผู้ตาย 1 ปีมาแล้ว  ตอนแรกนางมีความรักใคร่ต่อข้าพเจ้ามาก ไม่นานเธอเริ่มเปลี่ยนแปลงไป  และได้เริ่มดูหมิ่นข้าพเจ้า เธอใช้ภาษาลบหลู่ดูหมิ่นข้าพเจ้าในทุกโอกาสที่เธอมี  และไม่ว่าเรื่องนั้น ๆ จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด  เธอก็จะทำให้ข้าพเจ้าเป็นตัวตลก เนื่องจากข้าพเจ้าสายตาเอียงทางด้านซ้าย  เธอจึงเรียกข้าพเจ้าว่า “ลาตาเข”   ซึ่งวันหนึ่งเมื่อเธอเรียกข้าพเจ้าอย่างนี้  ข้าพเจ้าเกิดโทสะ จึงได้แทงเธอด้วยมีด 15 แผล”
 
                การว่ากล่าวและการใช้คำหนัก  บุคคลพึงรู้จักเวลา และโอกาสที่เหมาะสมในการกล่าวถึงความทุกข์ร้อนของตน  สตรีบางคนโง่เขลา มิได้สำนึกว่าสามีนั้นเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน  แทนที่จะรอคอยสัก 1-2 ชั่วโมงให้เขาหายจากการเหน็ดเหนื่อย  เธอก็เริ่มบ่นร้องทุกข์อย่างรีบร้อนทันที และนี่คือตัวอย่างของการใช้ถ้อยคำ
 
                “เธอทิ้งฉันไว้กับเด็กเลว ๆ  อย่างนี้  และรีบจะไปให้พ้น  เจ้าอะหมัดทำแก้วหล่นแตกที่หน้าประตู  ลูกหญิงก็ทะเลาะกัน  ฉันจะบ้าตายกับเสียงเด็ก ๆ  ฮาซันก็ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ ทั้ง ๆ ที่คะแนนเรียนก็แย่อยู่แล้ว  ฉันทำงานหนักตลอดทั้งวันจนหมดเรี่ยวแรง  ไม่มีใครฟังฉันเลย”
            ทัศนะดังกล่าวเป็นทัศนะที่ผิด ถ้าเธอเอาแต่บ่นร้องทุกข์ มันจะเพิ่มความกังวลใจและระทมทุกข์ให้แก่สามี  ทำให้เขาอาจจะหลบเลี่ยงเพื่อออกไปเสียจากบ้าน  ไปนั่งตามร้านกาแฟ หรือสถานที่อื่นเสียให้พ้นไป 
              
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า  “การนมาซของภรรยาผู้ตำหนิสามีนั้น  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) มิทรงยอมรับ  แม้ว่าเธอจะถือศีลอดทุกวัน  และลุกขึ้นนมาซพิเศษยามค่ำคืน  ปล่อยทาส และบริจาคทรัพย์ตามหนทางของพระองค์ก็ตาม  หากวาจาของเธอได้ทำให้สามีเจ็บปวดแล้วไซร้  เธอคือบุคคลแรกที่ต้องลง
สู่นรก
                และนี่คืออีกกรณีตัวอย่างของผลที่เกิดขึ้น :  หมอคนหนึ่งได้กล่าวต่อศาลว่า  “ข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็นว่า ภรรยาของข้าพเจ้าได้ประพฤติตนเป็นแม่บ้านที่ดีเลย  ตลอดเวลาที่ได้ทำการสมรสกันมา บ้านช่องรกรุงรัง  เธอพูดด่าว่าด้วยเสียงอันดังอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าเบื่อมาก”  หลังจากจ่ายเงินให้ตามจำนวนที่เธอเรียกร้อง เขาก็ได้หย่าร้างกับเธอไป  และกล่าวด้วยความดีใจว่า  “หากเธอต้องการทรัพย์สมบัติของข้าพเจ้าทั้งหมด ข้าพเจ้าก็จะให้เธอ  แม้เธอต้องการปริญญาแพทย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะให้เธอ  ขออย่างเดียวขอให้เธอหย่าให้ข้าพเจ้าเท่านั้น”
                ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวไว้ว่า  “สตรีที่ทำให้สามีขัดเคืองนั้น เธอย่อมออกไปห่างไกลจากพระผู้เป็นเจ้า  แต่สตรีใดที่ยกย่องสามีและไม่ทำให้เขาต้องเสียใจหรือระทมทุกข์  สตรีนั้นย่อมได้รับพรและมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง”
                ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้  ยังบทบาทอีกมากมายที่ภรรยาพึงปฏิบัติและไม่พึงปฏิบัติต่อสามี  ที่ท่านสามารถเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้   และต่อไปนี้จะขอยกตัวอย่างเพียงบางส่วนเกี่ยวกับบทบาทของสามีต่อภรรยา ดังนี้คือ
                จงมีความรักต่อภรรยา  สตรีนั้นได้รับการสร้างสรรค์มาให้ประกอบด้วยอารมณ์เป็นสำคัญ  การดำรงอยู่ของเธอจึงขึ้นกับความรู้สึกและผลกระทบต่อความรู้สึก  เธอจึงต้องการแสวงหาความรักและการยอมรับจากผู้อื่นเช่นกัน   หากเธอพบว่า มิได้มีใครรักเธอ  เธอจะรู้สึกว่าประสบกับความล้มเหลว ผิดหวังและชิงชังตัวเอง   ดังนั้น เคล็ดลับในความสำเร็จแห่งชีวิตสมรส คือ การแสดงออกซึ่งความรักของสามีต่อภรรยาของตน   ภรรยาของท่านอาจเจ็บป่วยหรือประสาทเสีย  เธออาจแสวงหาการยอมรับจากบุคคลอื่น  หากเธอไม่ได้รับความเห็นใจจากท่านผู้เป็นสามี  เธออาจจะเย็นชาต่อท่านต่อบ้านเรือน และอาจจะมองหาหนทางหย่าร้าง
                ท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  จึงกล่าวว่า  “คำพูดของสามีซึ่งกล่าวต่อภรรยาว่า “ฉันรักเธอจริง ๆ” นั้น จะไม่มีวันสูญหายไปจากหัวใจของภรรยา” 
              
ท่านอิมามศอดิก (อ.) กล่าวว่า  “คุณสมบัติอันหนึ่งที่เหมือนกันของศาสดาทั้งหลาย นั่นคือ ท่านเหล่านั้นรักภรรยาของท่าน”
                การบ่นพร่ำเพรื่อ ปัญหาชีวิตนั้นมีอยู่มากมาย  และมิมีผู้ใดมีความสุขสมบูรณ์พร้อม  บุคคลที่อดทนต่อความยากลำบาก จะไม่บ่นร้องทุกข์ต่อใคร  ในทางกลับกัน คนที่อ่อนแอไม่อาจเก็บความทุกข์ยากไว้ในใจ  แต่จะบ่นพร่ำเพรื่อให้คนอื่นฟัง  ทำลายความสุขของคนอื่น ทำให้ญาติมิตรพากันหลีกหนี  แต่น่าสงสารที่ภรรยาและลูกของเขา ไม่มีทางหลบหนีไปที่อื่นได้  หากธุรกิจของท่านไม่รุ่งเรือง ทำไมท่านต้องตำหนิภรรยา  ทำไมต้องทำให้ครอบครัวของท่านสูญเสียความสงบสุข  ดังนั้น เมื่อกลับมาบ้าน จงพยายามลืมปัญหาของท่านเสีย  จงมีความสุขกับสมาชิกในครอบครัว หัวเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส และไปไหนมาไหนและทำอะไรร่วมกัน
              
ท่านอิมามอะลี (อ.)  ได้กล่าวไว้ว่า  “ได้มีบันทึกไว้ในคัมภีร์เตารอตว่า ใครก็ตามที่บ่นพร่ำเมื่อประสบความทุกข์ยาก  แท้จริง บุคคลนั้นตำหนิอัลลอฮ์”
           
การแสดงความเห็นอกเห็นใจ และหลีกเลี่ยงการขัดใจ   เมื่อภรรยาอยู่ในภาวะอันกริ้วโกรธและระทมทุกข์  สามีต้องพยายามเข้าใจเธอ  หากท่านก้าวเข้าสู่บ้านโดยเธอมิได้กล่าวทักทายท่าน ท่านจะต้องกล่าวทักทายเธอก่อน ซึ่งมันมิได้ทำให้ท่านต่ำต้อยแต่ประการใด  พยายามพูดกับเธอด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม  หลีกเลี่ยงการทำหน้าตาบึ้งตึง  ไม่กล่าวค่อนแคะเธอ  หากเธอไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะพูดก็จงปล่อยเธอ  อย่าพยายามใช้คำถามว่า “มันเป็นอย่างไร”  หรือ “มันเกิดอะไรขึ้น”  หากเธอชอบพูด ก็จงฟังและมีความรู้สึกร่วมกับเธอ เห็นอกเห็นใจเธอ ให้ความสำคัญกับปัญหาของเธอ  ให้เธอได้เผยความทุกข์ยากทุกประการแก่ท่าน  แล้วจงปฏิบัติต่อเธอเสมือนกับบิดาผู้มีเมตตาต่อเธอ หรือสามีที่มีความเห็นอกเห็นใจ  ช่วยเธอแก้ปัญหา  และเป็นกำลังใจให้เธอมีความอดทน ให้เธอได้เข้าใจว่าปัญหาของเธอไม่ใช่สิ่งใหญ่โตสำคัญ  จงมีความอดทนต่อเธอ  และปฏิบัติต่อเธออย่างมีเหตุผล  
              
นอกจากนี้ ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายที่สามีพึงปฏิบัติเมื่ออยู่กับภรรยาและครอบครัว  ซึ่งเป็นสิ่งที่สามีพึงตระหนัก  และผู้เขียนได้เรียงร้อยตัวอย่างต่าง ๆ  ไว้อย่างมากมาย และละเอียดลออ ชวนให้อ่านและติดตามเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งบางสิ่งบางอย่างท่านผู้อ่านอาจ

จะนึกไม่ถึงและมองข้ามไป  จึงไม่ทราบที่มาของปัญหาในครอบครัวที่ได้เกิดขึ้นแก่ตนเอง  หนังสือเล่มนี้จึงให้แนวทางในการใช้ชีวิตคู่

ที่สมบูรณ์ ให้แด่ท่านผู้อ่านเป็นอย่างดี
  อินชาอัลลอฮ์.
LAST_UPDATED2
 
คุณธรรมแห่งชีวิตคู่ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๐:%M
บทแนะนำหนังสือ  :  “คุณธรรมแห่งชีวิตคู่”
เขียนโดย :  อิมรอฮีม อามินี       แปลโดย :  ฮัมซะอี
ผู้จัดพิมพ์ :  สำนักพิมพ์ทางนำ       พิมพ์ครั้งแรก :  กุมภาพันธ์ 2534
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
            จากใจผู้เขียน อิมรอฮีม อามินี  นักเขียนมุสลิมชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน)  เขียนหนังสือฉบับนี้ไว้ที่เมืองกุม เมื่อปี 1975 (พ.ศ. 2518 ก่อนการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน)  ท่านผู้เขียนได้กล่าวว่า
                ชายถูกสร้างมาเพื่อหญิง และหญิงก็ถูกสร้างมาเพื่อชาย  ดังนั้น พวกเขาจึงมุ่งหวังที่จะทำการสมรส เพื่อดำรงชีวิตร่วมกัน  ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความปรารถนาตามธรรมชาติ ที่สอดคล้องกับสัญชาตญาณของมนุษย์  การสมรสจึงเป็นพรอันประเสริฐของพระผู้เป็นเจ้า  และจะไม่มีที่ใดที่มนุษย์จะมีที่พักพิงได้ดีไปกว่าการสมรส และการที่ชายหญิงได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน  การครองเรือนจึงเป็นเครื่องมือในการพิทักษ์ปกป้องพวกเขาจากการกระทำที่นอกลู่นอกทาง  และปัญหาภายในจิตใจ  คู่ครองที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน มีความซื่อสัตย์ มีความเมตตากรุณาต่อกัน  จะช่วยสร้างสายใยอันศักดิ์สิทธิ์ ผูกพันจิตใจทั้งคู่ให้ความสงบเยือกเย็น และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นพวกเขาจะช่วยกันหาแนวทางแก้ไขไปสู่ความดีงาม  บ้านจึงเป็นศูนย์กลางแห่งการคิดอ่านและสถานที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุดของมนุษย์  ดังที่พระองค์ได้บัญญัติไว้ในอัลกุรอาน ความว่า
                “และสัญญาณหนึ่งของพระองค์นั้นคือ พระองค์ได้สรรค์สร้างคู่ครองให้แก่เจ้า  ซึ่งเจ้าจะได้พบความสงบสุข และพระองค์ทรงสร้างความรัก และความเสน่หาขึ้นระหว่างเจ้ากับคู่ครอง  ซึ่งแน่นอนได้มีสัญญาณมากมายแสดงให้เห็นแก่บุคคลผู้รู้จักไตร่ตรอง”   (30:21)
            ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า  “มิได้มีการสรรค์สร้างใดในอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งอันทรงพึงพอพระทัยแห่งอัลลอฮ์  เท่ากับการทรงให้มีการสมรส”
                ดังนั้น หากคู่สมรสได้สำนึกให้ภาระหน้าที่ของตน และปฏิบัติตนให้อยู่ในแนวทางบทบัญญัติแห่งอิสลาม  บ้านก็จะนิวาสถานแห่งมิตรภาพและสรวงสวรรค์สำหรับเขา   แต่เนื่องจากความขัดแย้งในครอบครัวนั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ  เช่น  ปัญหาเศรษฐกิจ  ภูมิหลังของครอบครัวแต่ละฝ่าย  ตลอดจนสิ่งแวดล้อม การเข้ามาก้าวก่ายของบิดา มารดา หรือญาติ  และสาเหตุอื่น ๆ อีกนานาประการ  และสาเหตุที่สำคัญที่สุดตามความเห็นของผู้เขียน ก็คือ ความโง่เขลาของคู่สมรสเอง  โดยขาดความรู้ความเข้าใจในภาระหน้าที่ของตน ขาดสติ และไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมที่จะเข้าสู่การสมรส  รวมถึงทัศนคติในการมองชีวิตสมรส  เช่น ฝ่ายชายจะต้องไม่ได้มองว่าการสมรสก็เหมือนการเลือกซื้อสินค้าหรือจ้างคนใช้  บิดามารดาของคู่สมรสก็มีส่วนสำคัญต่อปัญหานี้  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกันสินสอด  โดยไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ชีวิตสมรสยั่งยืน  และมิได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องที่จะให้แก่ชายหญิงในการใช้ชีวิตสมรส  ทำให้คู่สมรสที่เยาว์วัย และขาดประสบการณ์จะต้องประสบปัญหานานาประการ การทะเลาะวิวาท  เมื่อบิดามารดาเข้ามาเกี่ยวข้องก็มักจะแก้ปัญหาด้วยความลำเอียง ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
                ผู้เขียนกล่าวว่าได้เขียนหนังสือฉบับนี้ขึ้นด้วยกับความจำเป็นเฉพาะหน้าในขณะนั้น  โดยได้ยึดหลักแห่งคัมภีร์อัลกุรอาน และฮะดิษจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  และจากบรรดาอะอิมมะฮ์ (อ.)  ตลอดจนประสบการณ์ส่วนตัว  รวมทั้งได้ยกเอาสถิติอ้างอิงที่ปรากฏอยู่บนสาธารณะมาประกอบในทุกบททุกตอนที่ผู้เขียนได้ให้คำแนะนำและกล่าวถึง  ซึ่งเมื่อท่านได้อ่านหนังสือฉบับนี้จะเห็นได้ว่า สถิติการหย่าร้างได้เกิดขึ้นอย่างมากมายจนแทบไม่น่าเชื่อ  ที่จะเกิดกับสังคมมุสลิม  อาจเป็นไปได้ว่า  หากตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมอิหร่าน  ก็เป็นเพราะสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นก่อนการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านนั่นเอง   ซึ่งในขณะนั้นอิหร่านตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมแห่งตะวันตกที่หลั่งไหลมาอย่างมากมาย  การฟุ้งเฟ้อ และความเจริญทางวัตถุทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมของคนในเมืองใหญ่ เช่น เตหะราน ต้องเปลี่ยนแปลงไป  เหตุนี้กระมัง ที่ผู้เขียนต้องลุกขึ้นมาจับงานเขียนชิ้นนี้
                ในหนังสือฉบับนี้  ผู้เขียนได้แบ่งออกเป็นสองภาค คือ ภาคแรกเป็นหน้าที่ของภรรยาต่อสามี  และภาคที่สองเป็นหน้าที่ของสามีต่อภรรยา  ซึ่งผู้เขียนได้ย้ำว่าท่านผู้อ่านทั้งสามีและภรรยาจะต้องอ่านทั้งสองภาค  จึงจะเกิดความเข้าใจร่วมกันในบทบาทของตน และสิ่งที่พึงคาดหวังได้จากคู่ของตน
                จากการอ่านหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้าพบว่า  ผู้เขียนได้ให้ข้อมูลคำแนะนำแก่คู่สมรส ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงได้อย่างละเอียดอ่อน ถี่ถ้วนทุกแง่มุม และทุกบททุกตอน  มองให้ถึงวิสัยทัศน์ มุมมอง และแบบอย่างในการดำเนินชีวิตสมรสของท่านผู้เขียนที่ได้น้อมนำเอาคำสอนแห่งอิสลาม และแนวทางแห่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  และวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ (อ.)  มาเป็นคุณธรรมในการดำเนินชีวิต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิตสมรสที่สมบูรณ์  ซึ่งจะเป็นบันไดในการพัฒนาตัวตนให้ทั้งเธอและเขาก้าวไปสู่พัฒนาจิตวิญญาณของการเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์  อีกทั้งสร้างประชาชาติ (อุมมะฮ์) ที่ดีต่อไปในอนาคต  อินชาอัลลอฮ์   หนังสือฉบับนี้จึงเป็นหนังสือที่คู่สมรสทุกคู่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว.

/....เชิญติดตาม บทแนะนำหนังสือ "คุณธรรมแห่งชีวิตคู่"  (ตอนที่ 2)    (คลิก)

LAST_UPDATED2
 
อิหม่ามโคมัยนี กับ การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันพุธที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๐:%M
บทแนะนำหนังสือ  :  “อิหม่ามโคมัยนี กับ การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน”
โดย :  โดยคณะนักเขียนมุสลิมไทย               ไม่ได้ระบุ :  ปีที่พิมพ์ / ผู้จัดพิมพ์ / สถานที่พิมพ์
 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
            หนังสือฉบับนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของนักเขียนมุสลิม รวม 8 ท่าน ซึ่งท่านผู้อ่านคงจะคุ้นเคยและรู้จักกับงานเขียนของท่านเป็นอย่างดี   ถึงแม้ว่าจะไม่มีบทนำหรือที่มาที่ไปของผู้จัดพิมพ์ และปีที่จัดพิมพ์หนังสือฉบับนี้ไว้ก็ตาม  แต่เท่าที่อ่านบทความในหนังสือเล่มนี้ พอจะทราบได้ว่าเป็นหนังสือที่รวมรวมบทความซึ่งเขียนขึ้น  เพื่อเป็นการไว้อาลัยและรำลึกถึงต่อการจากไปของท่านอิมาม โคมัยนี (ร,ฎ.) ผู้นำแห่งการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน นั่นเอง
              
หนังสือเล่มเล็ก ๆ ฉบับนี้  แม้จะมีเนื้อหาเพียง 162 หน้า  แต่ก็ได้ถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้รับรู้ถึงชีวประวัติมหาบุรุษแห่งโลก  อิสลามในยุคสุดท้ายได้เป็นอย่างดี  เริ่มตั้งแต่การถือกำเนิดของท่าน ชีวิตในวัยเยาว์ การอุทิศตนในฐานะนักการศาสนา แนวคิดอุดมการณ์ การต่อสู้ดิ้นรนในหนทางของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อคงไว้ซึ่งอิสลามที่บริสุทธิ์  ความกล้าหาญของท่านในการยืนหยัดท้าทายกับผู้ปกครองที่อธรรม ตลอดจนชาติมหาอำนาจที่หมายจะควบคุมอิสลามไว้ให้อยู่ในเงื้อมือตนเอง  โดยที่ท่านอิมามมิเคยได้หวั่นเกรงต่อภยันตรายใด ๆ   ตลอดจนการกล่าวถึงสาเหตุและที่มาแห่งการปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่าน  และสิ่งที่ขาดเสียมิได้สำหรับงานเขียนเชิงวิชาการ ก็คือ แนวคิดมุมมองของนักวิชาการ ผู้คนในสังคมระดับต่าง  ๆ ที่มีต่อการการปฏิวัติอิสลามของอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.)  จึงทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รวมรสรวมเรื่องได้เนื้อหาที่สมบูรณ์เลยทีเดียว  จนไม่อยากที่จะกล่าวถึงรายละเอียดให้มากไปกว่านี้  แต่ใคร่ขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัสเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยตนเอง  และก็ อดเสียมิได้ที่จะเกริ่นนำในเนื้อหานิดหน่อย  เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามต่อไป
                “อิมามโคมัยนี บทพิสูจน์แห่งสายธารอิมามียะฮ์”   โดย อาจารย์อับดุลลอฮ์ มานะจิตต์  ก็คือ ผู้ที่จะมาถอดรหัสของคำว่า    
“ซุรรียะตี”
   ซึ่งเป็นคำวิงวอนของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)  และศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)  ดังที่ปรากฏในอัลกุรอาน ความว่า
                “แท้จริงข้าได้แต่งตั้งเจ้าเป็นอิมามสำหรับมวลมนุษย์  เขาก็วอนว่า และผู้สืบตระกูลของข้าพระองค์บางคนด้วย  พระองค์ตรัสว่า สัญญาของข้าจะไม่หมายรวมไปถึงพวกฉ้อฉลทั้งหลาย”  (2:124)
            “โอ้องค์อภิบาลของเรา โปรดประทานจากบรรดาคู่ครองของเรา และผู้สืบตระกูลของเราให้เป็นความสุขสดชื่นแก่พวกเราเถิด  และโปรดบันดาลพวกเราให้เป็นอิมามสำหรับมวลผู้ยำเกรง”  (25:74)
                “ทรรศนะของนักคิดมุสลิมที่มีต่ออิมามโคมัยนี และแนวคิดแบบอิสลาม”  โดย ดร.จรัญ มะลูมีม  เป็นการเก็บเกี่ยวความคิดเห็น  จากการที่ดร.จรัญฯ ได้เดินทางไปประเทศอิหร่าน  เพื่อร่วมฉลองการครบรอบปีที่ 11 (พ.ศ.2533) ของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน   ซึ่งเป็นปีที่อิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) ได้ถึงแก่อสัญกรรม   และได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับนักเขียนและนักวิชาการมุสลิมชั้นนำของโลก ในหัวข้อ “ความคิดของอิมามโคมัยนี”  ท่านจึงได้นำเรื่องราวที่เป็นทรรศนะของนักวิชาการเหล่านั้น ในมุมมองแต่ละเรื่องของอิมาม มาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือให้เราได้อ่านกัน
                “สาส์นแห่งการปฏิวัติอิสลาม”  โดย คุณยาซีน  ซึ่งต่อไปนี้ คือ ส่วนหนึ่งของบทความที่คุณยาซีนได้เขียนไว้ :-
“...เราจะไม่มีวันลืมเลือนคุณานุประโยชน์อันมหาศาลที่ท่านอิมาม และบรรดาพี่น้องมุสลิมชาวอิหร่านที่ได้ยอมเสียสละทรัพย์สิน เลือดเนื้อและชีวิต  เพื่อขยายอิทธิพลการปกครองของระบอบชารีอัตอิสลาม ที่มีพระผู้เป็นเจ้าเป็นเจ้าของอธิปไตยสูงสุด นั่นคือ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มาจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เท่านั้น  มนุษย์ไม่มีสิทธิอ้างความเป็นเจ้าของ  แต่พวกเขาต้องใช้อำนาจทั้งสามนี้ให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น.....”
               
“สู่พื้นฐานแห่งเหตุผลการปฏิวัติอิหร่าน”  โดย คุณอาหมัด อบูอาลี  ได้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวที่ตนเองได้ประสบพบเห็นและคลุกคลีอยู่พี่น้องชาวอิหร่าน  ทั้งในเตหะรานและเมืองกุมตั้งแต่ครั้งก่อนการปฏิวัติ  และภายหลังจากการปฏิวัติแล้วคุณอบูอาลีก็ได้มีโอกาสกลับไปเยือนประเทศอิหร่านอีก 2 ครั้ง   ซึ่งเขาได้มีโอกาสเข้าพบท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) ทั้งสองครั้ง   และพบว่าบุคลิกภาพ ภาวะผู้นำ และรูปแบบการดำเนินชีวิตของท่าน ไม่แตกต่างไปจากแนวทางการดำเนินชีวิตของทายาทผู้บริสุทธิ์จากครอบครัวของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)
   
            “ที่มาแห่งการปฏิวัติอิสลาม”  โดย คุณมูฮัมหมัด ฮัมซะฮ์
              “อิมามโคมัยนีกับแนวรบปาเลสไตน์”  โดย อาจารย์บรรจง บินกาซัน
            “อัล- กุดส์ คือ สิ่งพิสูจน์มุสลิม”  โดย คุณฆอซาลี จงกลบาน
              “ทัศนะเกี่ยวกับสตรีของอิมามโคมัยนี”  โดย ดร.กิติมา อมรทัต
LAST_UPDATED2
 
จริยธรรมแห่งเพศสัมพันธ์ในอิสลาม และทัศนะของตะวันตก พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันอังคารที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๐:%M
บทแนะนำหนังสือ  :  “จริยธรรมแห่งเพศสัมพันธ์ในอิสลาม และทัศนะของตะวันตก”
โดย :  ท่านชะฮีดมุรตซา มูตาฮารี               แปลจากภาษาฟาร์ซีโดย :  เอ็ม. เค. อาลี  (ธ.ค. 1981)
แปลเป็นภาษาไทยโดย :  มุฮัมหมัด ฮัมซะห์  & ฟาติมะฮ์ (มี.ค. 2532)
จัดทำโดย :  ศูนย์วัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
            อิสลามถือว่ามนุษย์เกิดมาจากการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า  ฉะนั้น การมีชีวิตอยู่ของเขาจะต้องได้รับการเคารพและยอมรับ  ซึ่งในทัศนะของอิสลามได้ยกย่องมนุษย์ไว้สูงส่งในทุก ๆ ด้าน  และได้กำหนดให้การสมรสเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์  ในทางกลับกันการครองตนเป็นโสดนั้น อิสลามถือเสมือนหนึ่งการก้าวไปสู่สิ่งชั่วร้าย
  
                “และสัญลักษณ์ประการหนึ่งแห่งพระองค์นั้นคือ พระองค์ทรงกำหนดให้มีคู่ครองของเจ้า  เพื่อเจ้าจะได้พบความสงบสุข  และพระองค์ทรงบันดาลความรักและความเมตตาปรานีระหว่างกันให้มีขึ้น (ซูเราะฮ์ 30/3)
                ในหนังสือฉบับนี้ ได้นำเสนอแนวคิดของนักวิชาการตะวันตกไว้หลายท่าน  ได้แก่ เบอร์ทันด์ รัสเซลล์, วิลดูแรนด์ และฟรอยด์ เป็นต้น   ซึ่งแต่ละคนในหมู่พวกเขามีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งจากแนวคิดของนายรัสเซลล์  ที่ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ศีลธรรมและการสมรส”  เขากล่าวว่า
              
“ความคิดเป็นปฏิปักษ์กับเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศนั้นได้มีอยู่โดยทั่วไป ทั้งในคริสต์ศาสนา และพุทธศาสนาตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว  และในที่สุดที่ใดที่พุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาแผ่ไป  ความคิดนี้ก็ได้มีชัยชนะเหนือความคิดอื่น ๆ"
           
ความเชื่อของชาวตะวันตกในอดีตโบราณถือว่า เรื่องทางเพศเป็นเรื่องชั่วร้าย และเลยเถิดไปจนถึงพวกเขามีทัศนะว่า การมีความสันพันธ์ทางเพศระหว่างสามีภรรยาที่ถูกต้องก็เสมือนเป็นสิ่งสกปรก  ความคิดนี้แผ่ขยายไปยังชาวคริสต์ ยิว กรีกโรมัน  จนกระทั่งไปถึงทางตะวันออกก็ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อนี้ด้วย  เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศทำให้ไม่บริสุทธิ์   ดังนั้น จึงได้เกิดลัทธิต่าง ๆ ที่มีนักพรต นักบวช ที่บำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์  หลีกหนีความต้องการทางเพศ  ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันกับสัญชาติญาณตามธรรมชาติของมนุษย์   ในทำนองกลับกันอิสลามเห็นว่า ความปรารถนาทางเพศเป็นสิ่งธรรมดาของมนุษย์  อีกทั้งเป็นธรรมชาติและความสำนึกแห่งศาสดาทั้งหลายในอิสลาม  ดังมีฮะดิษบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า
              
“ความรักและความพิศวาสต่อสตรี คือ คุณลักษณะอันอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมของบรรดาศาสดาทั้งหลาย” 
              
ถึงกระนั้นก็ตาม ในคริสต์ศาสนาก็ได้ยอมรับให้มีการสมรส  เพื่อความมุ่งหมายในการให้กำเนิดมนุษย์อันเป็นความจำเป็นของการสืบเผ่าพันธุ์   และใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างมิให้ตนเองต้องตกอยู่ในความต่ำต้อยและไม่บริสุทธิ์   ความคิดที่ไร้เหตุผลของเขาเกี่ยวกับสตรีที่แพร่หลายในหมู่ชนสมัยโบราณ  พวกเขามีความคิดว่า สตรีไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์  มีฐานะเสมือนอยู่ระหว่างมนุษย์กับสัตว์  ไม่ได้เป็นวิญญาณของมนุษย์ที่แท้จริง  ด้วยเหตุนี้สตรีไม่มีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์ (พวกเขาช่างงมงายไร้ความคิดสิ้นดี) 
           
จากความเชื่อที่ผิดนี้กระมัง ที่ว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งชั่วร้าย ทำให้การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงเป็นสิ่งที่ผิด  จึงก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นระหว่างสัญชาตญาณทางเพศตามคำเรียกร้องตามธรรมชาติกับความเชื่อในลัทธิศาสนาที่ชาวตะวันตกนับถืออยู่  และนำมาซึ่งความป่วยไข้ทางจิต  ผลสุดท้ายพวกเขาก็หาข้ออ้างที่จะปลดปล่อยให้เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศให้เป็นเรื่องเสรี   โดยตีกลับแนวความคิดเดิมชนิด 180 องศาจากหน้ามือเป็นหลังมือ  ดังที่ท่านได้ให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้
            
หากท่านได้อ่านหนังสือฉบับนี้จะพบว่า  แนวคิดหรือทัศนะเกี่ยวกับศีลธรรมของการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิง ความรัก การสมรส การคุมกำเนิด ตลอดจนการเปิดให้มีเสรีทางเพศแม้ในผู้ที่มีคู่สมรสแล้ว  ของนักวิชาการตะวันตกนั้น ต่างมีทัศนะที่แตกต่างกัน  และหาเหตุผลมาสนับสนุนทัศนะของตน  ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ไม่ชัดเจนและขัดกันในตัวเอง  และนั่นไม่ใช่ศาสนาที่แท้จริง  เพราะหลักศาสนาต้องคงอยู่ไม่เสื่อมสลาย ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  ศาสนาไม่ใช่วัฒนธรรม  ดังนั้น ถ้าใครคิดจะเลียนแบบวัฒนธรรมไปตามกระแสของชาวตะวันตก  โดยไม่ได้นำหลักศาสนาอิสลามมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว  เขาผู้นั้นคงจะตกขอบของศาสนาเป็นแน่  ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรตระหนักและพึงระมัดระวัง  ด้วยเหตุนี้เองท่านชะฮีดมูตาฮารีจึงได้เขียนหนังสือฉบับนี้ขึ้น  และในระหว่างที่ท่านได้นำเสนอทัศนะของสังคมตะวันตกนั้น  ท่านก็ได้นำเสนอหลักการอิสลามขึ้นที่เป็นสัจธรรมให้ท่านผู้อ่านได้วิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่า 
             
ความสัมพันธ์ทางเพศนั้นมิใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ  แต่เป็นพรประการหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้  ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวจะถูกต้องดีงามได้ ก็ด้วยกับการเดินตามกรอบที่พระองค์ทรงกำหนดไว้  และด้วยทัศนะเช่นนี้ ฐานะของสตรีจึงสูงส่งเท่าเทียมกับบุรุษ และเป็นผู้รับภาระครึ่งหนึ่งในการสรรค์สร้าง “อารยธรรมของมนุษยชาติ”  สตรีในอิสลามจึงได้รับการเทิดทุนสูงส่งกว่าสตรีในวัฒนธรรมของตะวันตก และตะวันออกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 

 

LAST_UPDATED2
 
พลังอมตะแห่งอิสลาม พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันพฤหัสบดีที่ ๐๗ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๐:%M

 

บทแนะนำหนังสือ  “พลังอมตะแห่งอิสลาม”                                                              โดย :  อัชชะฮีด มุรตะฎอ มุเฏาะฮารี               
ต้นฉบับภาษาเปอร์เซียแปลเป็นภาษาอาหรับโดย : มุฮัมมัด อาลี (ฮ.ศ 1420)   แปลไทยโดย : อัยยูบ ยอมใหญ่
พิมพ์ครั้งที่ 1 :  1 กุมภาพันธ์ 2532        
จัดทำโดย :  ศูนย์วัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
         
พลังอมตะแห่งอิสลาม
คือ อะไร? และมีความสำคัญอย่างไรนั้น  อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่มีสำคัญมากสำหรับการดำรงอยู่ของประชาชาติอิสลามในทุกยุคทุกสมัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน (ยุคสุดท้ายของโลก หรือ ยุคอาคิรุซซะมาน)  ซึ่งเหตุการณ์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ มีความผันผวน  ยังผลให้พื้นฐานความรู้ความเข้าใจในศาสนาคลาดเคลื่อน หรือถูกบิดเบือนไปจากความแท้จริง
           ท่านชะฮีดมุเฏาะฮารี เป็นนักวิชาการศาสนาที่ทรงคุณค่า ซึ่งถือได้ว่าท่านเป็นนักปฏิรูปสังคมคนสำคัญที่เป็นพลังผลักดันในการขับเคลื่อนแนวคิดพื้นฐานความเข้าใจทางศาสนาที่ผิดพลาด ไปสู่พื้นฐานความเข้าใจแบบอิสลามที่ถูกต้อง  ท่านตะหนักดีว่าเราควรให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้เป็นอันดับแรก เพื่อที่จะนำสังคมอิสลามไปสู่การดำรงไว้ซึ่งกฎหมายของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) บนหน้าแผ่นดิน 
            ในหนังสือเล่มนี้ท่านได้กล่าวถึง ความหมายของความเป็นอมตะในแนวคิดอิสลามไว้อย่างไร?  อันดับแรก ท่านกล่าวว่าบทบัญญัติแห่งอิสลามนั้นมีชีวิตอยู่เสมอ และไม่มีวันดับสูญ  ซึ่งองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงสัญญาไว้ว่าจะทรงปกป้องศาสนานี้ไว้   ในขณะที่แนวความคิดอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลกจะดับสูญและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  และท่านได้กล่าวว่าความเป็นนิรันดร์แห่งอิสลามนั้นมิได้อยู่ที่ตัวศาสนาเอง  หากแต่อยู่ที่การใช้ความคิดเกี่ยวกับอิสลามในการขจัดเกลา หรือขจัดออกไปซึ่งการปลอมแปลงและความไม่ถูกต้อง (บิดอะฮ์) ที่ปะปนอยู่ในศาสนานั่นเอง  ดังทีอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวว่า
 
            “ท่านทั้งหลายจงให้ความเป็นนิรันดร์แก่ซุนนะฮ์  และจงทำให้สิ้นไปซึ่งบิดอะฮ์ทั้งหลาย”
  
          ดังนั้น เราจึงต้องสลัดทิ้งอย่างเด็ดขาดซึ่งความเชื่อที่ผูกพันอยู่กับประเพณี และความเชื่อแบบคล้อยตามกันมา ซึ่งนั่นก็หมายความว่า กาลเวลาจึงไม่ใช่สาระในการเปลี่ยนศาสนา  แต่ศาสนานั้นอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา  และมีอีกฮะดิษหนึ่งจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ความว่า
            “การดับสูญของศาสนาขึ้นอยู่กับสามสาเหตุ คือ ผู้นำ (อิมาม) ที่ไร้ความยุติธรรม, ผู้รู้ (อาลิม) ที่ประพฤติชั่ว และผู้วินิจฉัยบทบัญญัติศาสนา (มุจญ์ตะฮิด) ที่โง่เขลา”
            และท่านชะฮีดมุเฏาะฮารีได้กล่าวถึงทัศนะของอัลกุรอานในเรื่องของชีวิตมนุษย์ไว้ว่า ถึงแม้ว่าองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้สร้างมนุษย์มาด้วยโครงสร้างทางสรีระที่สมบูรณ์แล้ว แต่กระนั้นก็ตามพระองค์ยังได้แยกมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ออกเป็น 2 จำพวก คือ พวกที่มีชีวิต และพวกที่ตายแล้ว   ซึ่งนั่นก็หมายความว่า  คำสอนของพระผู้เป็นเจ้าจะเข้าสู่หัวใจของมนุษย์ ก็เฉพาะกับผู้ที่มีชีวิต  แต่สำหรับผู้ที่ตายแล้ว (ก็คือ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่  แต่หัวใจของเขาตายด้าน ไม่น้อมรับคำตักเตือน) จะไม่มีผลใด ๆ กับเขาสำหรับคำตักเตือนของพระผู้เป็นเจ้า ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในซูเราะฮ์ยาซีน อายะฮ์ที่ 70  ความว่า  “เพื่อผู้ที่มีชีวิตได้ถูกตักเตือน”       
            
ชีวิตมนุษย์ในทัศนะของอัลกุรอาน  ก็คือ ชีวิตของมนุษย์ที่ได้ออกจากความมืดแห่งเดรัจฉาน ไปสู่แสงสว่างแห่งทางนำของพระผู้เป็นเจ้า  เปรียบเสมือนดินดีที่พร้อมจะรับน้ำ แต่ในทางกลับกันความตายแห่งชีวิตของมนุษย์นั้น ก็เปรียบเสมือนหินเกลี้ยง ที่ไม่อาจจะรองรับน้ำที่ตกลงมาได้เลย
               โครงสร้างทางสังคมของมนุษย์ก็เช่นกัน  เมื่อใดก็ตามที่มีการเอาใส่ต่อจิตวิญญาณ มีการเคลื่อนไหวและปลุกเร้าเกิดขึ้นในสังคม ก็หมายความว่า สังคมนั้นใกล้กับการมีชีวิต  แต่เมื่อใดที่สังคมขาดการเอาใจใส่และความเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณดับสูญไป  สังคมนั้นก็ใกล้ชิดกับความตายนั่นเอง  แต่ในปัจจุบันเครื่องชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงความตายด้านของสังคม ก็คือ สถานการณ์ในโลกอิสลามที่มีแต่ความแตกแยก สู้รบ ขัดแย้งกันเอง และแบ่งแยกตนเองไปสู่การถ้อยทีถ้อยอาศัยกับศัตรูแห่งอิสลาม ทำให้เรามองเห็นสังคมอิสลามที่ตายด้าน  ดังนั้น ข้อเรียกร้องอันดับแรกของอิสลาม คือ การนำอิสลามกลับมาสู่ความเป็นเลิศทางสังคม ด้วยกับสังคมที่มีชีวิต มีความผูกพันซึ่งกันและกัน ปกป้องกัน เปรียบได้ดั่งที่เราทั้งหลายต่างมีเรือนร่างเดียวกัน เมื่ออวัยวะส่วนใดเจ็บปวด ส่วนหนึ่งก็พลอยเจ็บปวดไปด้วย
 
                นอกจากนี้ ส่วนที่จะช่วยต่อเติมพลังชีวิตให้กับสังคม ก็คือ 1) การให้เกียรติต่อบุคคลที่มีบุคลิกภาพทางความคิด มีความสำรวมตน มีความยำเกรง และขัดเกลาตนเองไปสู่ความเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์  ซึ่งในหนังสือนี้ท่านได้ยกตัวอย่างของท่านอัลลามะฮ์     ซัยยิด ฏอบา ฏอบาอีย์  2) ความผูกพันต่อประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ และบรรดาผู้พลีชีพ (ชุฮาดาฮ์)  เพื่อให้เราได้ดำรงไว้ซึ่งเป้าหมายและแนวทางในการปกป้องศาสนาอิสลามเฉกเช่นพวกท่าน  ตัวอย่างเช่น วีรกรรมของท่านอิมามฮูเซ็น (อ.) และบรรดาชะฮีดโชฮะดาฮ์แห่งกัรบะลา
                และจากสภาพสังคมอิสลามในปัจจุบันที่เกิดขึ้น  ท่านจึงได้อรรถาธิบายถึงความล้าหลังทางสังคมอิสลามว่า มีสาเหตุมาจากสิ่งใดบ้าง เช่น การเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการทำการงาน (อะมั้ล) การมอบหมายตนเองต่อพระองค์ (ตะวักกั้ล)  และในเรื่องความหมายของคำว่ามักน้อย (ซาฮิด) ในทางศาสนา
                รายละเอียดต่าง ๆ ติดตามอ่านได้จากหนังสือ “พลังอมตะแห่งอิสลาม”  ซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจเป้าหมายของอิสลามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  และนำตนเองไปสู่มนุษย์ที่ยังมีชีวิต ให้พร้อมที่จะน้อมรับทางนำของพระองค์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกท่านในทุกภาคส่วนของสังคม ได้ร่วมมือร่วมใจกัน สมัครสมานสามัคคีกัน เป็นเรือนร่างเดียวกัน  และนำสังคมอิสลามกลับมาสู่ความสัจจริงแห่งสังคมที่มีชีวิต.
LAST_UPDATED2
 
« เริ่มแรกย้อนกลับ123456ถัดไปสุดท้าย »

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com