Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

Who online?

เรามี 32 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

160507
TodayToday6
YesterdayYesterday124
This weekThis week274
This monthThis month1278
AllAll160507



จริยธรรมแห่งเพศสัมพันธ์ในอิสลาม และทัศนะของตะวันตก พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันอังคารที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๐:%M
บทแนะนำหนังสือ  :  “จริยธรรมแห่งเพศสัมพันธ์ในอิสลาม และทัศนะของตะวันตก”
โดย :  ท่านชะฮีดมุรตซา มูตาฮารี               แปลจากภาษาฟาร์ซีโดย :  เอ็ม. เค. อาลี  (ธ.ค. 1981)
แปลเป็นภาษาไทยโดย :  มุฮัมหมัด ฮัมซะห์  & ฟาติมะฮ์ (มี.ค. 2532)
จัดทำโดย :  ศูนย์วัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
            อิสลามถือว่ามนุษย์เกิดมาจากการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า  ฉะนั้น การมีชีวิตอยู่ของเขาจะต้องได้รับการเคารพและยอมรับ  ซึ่งในทัศนะของอิสลามได้ยกย่องมนุษย์ไว้สูงส่งในทุก ๆ ด้าน  และได้กำหนดให้การสมรสเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์  ในทางกลับกันการครองตนเป็นโสดนั้น อิสลามถือเสมือนหนึ่งการก้าวไปสู่สิ่งชั่วร้าย
  
                “และสัญลักษณ์ประการหนึ่งแห่งพระองค์นั้นคือ พระองค์ทรงกำหนดให้มีคู่ครองของเจ้า  เพื่อเจ้าจะได้พบความสงบสุข  และพระองค์ทรงบันดาลความรักและความเมตตาปรานีระหว่างกันให้มีขึ้น (ซูเราะฮ์ 30/3)
                ในหนังสือฉบับนี้ ได้นำเสนอแนวคิดของนักวิชาการตะวันตกไว้หลายท่าน  ได้แก่ เบอร์ทันด์ รัสเซลล์, วิลดูแรนด์ และฟรอยด์ เป็นต้น   ซึ่งแต่ละคนในหมู่พวกเขามีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งจากแนวคิดของนายรัสเซลล์  ที่ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ศีลธรรมและการสมรส”  เขากล่าวว่า
              
“ความคิดเป็นปฏิปักษ์กับเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศนั้นได้มีอยู่โดยทั่วไป ทั้งในคริสต์ศาสนา และพุทธศาสนาตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว  และในที่สุดที่ใดที่พุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาแผ่ไป  ความคิดนี้ก็ได้มีชัยชนะเหนือความคิดอื่น ๆ"
           
ความเชื่อของชาวตะวันตกในอดีตโบราณถือว่า เรื่องทางเพศเป็นเรื่องชั่วร้าย และเลยเถิดไปจนถึงพวกเขามีทัศนะว่า การมีความสันพันธ์ทางเพศระหว่างสามีภรรยาที่ถูกต้องก็เสมือนเป็นสิ่งสกปรก  ความคิดนี้แผ่ขยายไปยังชาวคริสต์ ยิว กรีกโรมัน  จนกระทั่งไปถึงทางตะวันออกก็ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อนี้ด้วย  เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศทำให้ไม่บริสุทธิ์   ดังนั้น จึงได้เกิดลัทธิต่าง ๆ ที่มีนักพรต นักบวช ที่บำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์  หลีกหนีความต้องการทางเพศ  ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันกับสัญชาติญาณตามธรรมชาติของมนุษย์   ในทำนองกลับกันอิสลามเห็นว่า ความปรารถนาทางเพศเป็นสิ่งธรรมดาของมนุษย์  อีกทั้งเป็นธรรมชาติและความสำนึกแห่งศาสดาทั้งหลายในอิสลาม  ดังมีฮะดิษบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า
              
“ความรักและความพิศวาสต่อสตรี คือ คุณลักษณะอันอยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมของบรรดาศาสดาทั้งหลาย” 
              
ถึงกระนั้นก็ตาม ในคริสต์ศาสนาก็ได้ยอมรับให้มีการสมรส  เพื่อความมุ่งหมายในการให้กำเนิดมนุษย์อันเป็นความจำเป็นของการสืบเผ่าพันธุ์   และใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างมิให้ตนเองต้องตกอยู่ในความต่ำต้อยและไม่บริสุทธิ์   ความคิดที่ไร้เหตุผลของเขาเกี่ยวกับสตรีที่แพร่หลายในหมู่ชนสมัยโบราณ  พวกเขามีความคิดว่า สตรีไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์  มีฐานะเสมือนอยู่ระหว่างมนุษย์กับสัตว์  ไม่ได้เป็นวิญญาณของมนุษย์ที่แท้จริง  ด้วยเหตุนี้สตรีไม่มีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์ (พวกเขาช่างงมงายไร้ความคิดสิ้นดี) 
           
จากความเชื่อที่ผิดนี้กระมัง ที่ว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งชั่วร้าย ทำให้การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงเป็นสิ่งที่ผิด  จึงก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นระหว่างสัญชาตญาณทางเพศตามคำเรียกร้องตามธรรมชาติกับความเชื่อในลัทธิศาสนาที่ชาวตะวันตกนับถืออยู่  และนำมาซึ่งความป่วยไข้ทางจิต  ผลสุดท้ายพวกเขาก็หาข้ออ้างที่จะปลดปล่อยให้เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศให้เป็นเรื่องเสรี   โดยตีกลับแนวความคิดเดิมชนิด 180 องศาจากหน้ามือเป็นหลังมือ  ดังที่ท่านได้ให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้
            
หากท่านได้อ่านหนังสือฉบับนี้จะพบว่า  แนวคิดหรือทัศนะเกี่ยวกับศีลธรรมของการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิง ความรัก การสมรส การคุมกำเนิด ตลอดจนการเปิดให้มีเสรีทางเพศแม้ในผู้ที่มีคู่สมรสแล้ว  ของนักวิชาการตะวันตกนั้น ต่างมีทัศนะที่แตกต่างกัน  และหาเหตุผลมาสนับสนุนทัศนะของตน  ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ไม่ชัดเจนและขัดกันในตัวเอง  และนั่นไม่ใช่ศาสนาที่แท้จริง  เพราะหลักศาสนาต้องคงอยู่ไม่เสื่อมสลาย ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  ศาสนาไม่ใช่วัฒนธรรม  ดังนั้น ถ้าใครคิดจะเลียนแบบวัฒนธรรมไปตามกระแสของชาวตะวันตก  โดยไม่ได้นำหลักศาสนาอิสลามมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว  เขาผู้นั้นคงจะตกขอบของศาสนาเป็นแน่  ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรตระหนักและพึงระมัดระวัง  ด้วยเหตุนี้เองท่านชะฮีดมูตาฮารีจึงได้เขียนหนังสือฉบับนี้ขึ้น  และในระหว่างที่ท่านได้นำเสนอทัศนะของสังคมตะวันตกนั้น  ท่านก็ได้นำเสนอหลักการอิสลามขึ้นที่เป็นสัจธรรมให้ท่านผู้อ่านได้วิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่า 
             
ความสัมพันธ์ทางเพศนั้นมิใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ  แต่เป็นพรประการหนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้  ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวจะถูกต้องดีงามได้ ก็ด้วยกับการเดินตามกรอบที่พระองค์ทรงกำหนดไว้  และด้วยทัศนะเช่นนี้ ฐานะของสตรีจึงสูงส่งเท่าเทียมกับบุรุษ และเป็นผู้รับภาระครึ่งหนึ่งในการสรรค์สร้าง “อารยธรรมของมนุษยชาติ”  สตรีในอิสลามจึงได้รับการเทิดทุนสูงส่งกว่าสตรีในวัฒนธรรมของตะวันตก และตะวันออกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 

 

LAST_UPDATED2
 



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com