Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

Who online?

เรามี 35 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

160507
TodayToday6
YesterdayYesterday124
This weekThis week274
This monthThis month1278
AllAll160507



พลังอมตะแห่งอิสลาม พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันพฤหัสบดีที่ ๐๗ เมษายน ๒๕๕๔ เวลา ๐๐:%M

 

บทแนะนำหนังสือ  “พลังอมตะแห่งอิสลาม”                                                              โดย :  อัชชะฮีด มุรตะฎอ มุเฏาะฮารี               
ต้นฉบับภาษาเปอร์เซียแปลเป็นภาษาอาหรับโดย : มุฮัมมัด อาลี (ฮ.ศ 1420)   แปลไทยโดย : อัยยูบ ยอมใหญ่
พิมพ์ครั้งที่ 1 :  1 กุมภาพันธ์ 2532        
จัดทำโดย :  ศูนย์วัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
         
พลังอมตะแห่งอิสลาม
คือ อะไร? และมีความสำคัญอย่างไรนั้น  อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่มีสำคัญมากสำหรับการดำรงอยู่ของประชาชาติอิสลามในทุกยุคทุกสมัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน (ยุคสุดท้ายของโลก หรือ ยุคอาคิรุซซะมาน)  ซึ่งเหตุการณ์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ มีความผันผวน  ยังผลให้พื้นฐานความรู้ความเข้าใจในศาสนาคลาดเคลื่อน หรือถูกบิดเบือนไปจากความแท้จริง
           ท่านชะฮีดมุเฏาะฮารี เป็นนักวิชาการศาสนาที่ทรงคุณค่า ซึ่งถือได้ว่าท่านเป็นนักปฏิรูปสังคมคนสำคัญที่เป็นพลังผลักดันในการขับเคลื่อนแนวคิดพื้นฐานความเข้าใจทางศาสนาที่ผิดพลาด ไปสู่พื้นฐานความเข้าใจแบบอิสลามที่ถูกต้อง  ท่านตะหนักดีว่าเราควรให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้เป็นอันดับแรก เพื่อที่จะนำสังคมอิสลามไปสู่การดำรงไว้ซึ่งกฎหมายของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) บนหน้าแผ่นดิน 
            ในหนังสือเล่มนี้ท่านได้กล่าวถึง ความหมายของความเป็นอมตะในแนวคิดอิสลามไว้อย่างไร?  อันดับแรก ท่านกล่าวว่าบทบัญญัติแห่งอิสลามนั้นมีชีวิตอยู่เสมอ และไม่มีวันดับสูญ  ซึ่งองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงสัญญาไว้ว่าจะทรงปกป้องศาสนานี้ไว้   ในขณะที่แนวความคิดอื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลกจะดับสูญและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  และท่านได้กล่าวว่าความเป็นนิรันดร์แห่งอิสลามนั้นมิได้อยู่ที่ตัวศาสนาเอง  หากแต่อยู่ที่การใช้ความคิดเกี่ยวกับอิสลามในการขจัดเกลา หรือขจัดออกไปซึ่งการปลอมแปลงและความไม่ถูกต้อง (บิดอะฮ์) ที่ปะปนอยู่ในศาสนานั่นเอง  ดังทีอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวว่า
 
            “ท่านทั้งหลายจงให้ความเป็นนิรันดร์แก่ซุนนะฮ์  และจงทำให้สิ้นไปซึ่งบิดอะฮ์ทั้งหลาย”
  
          ดังนั้น เราจึงต้องสลัดทิ้งอย่างเด็ดขาดซึ่งความเชื่อที่ผูกพันอยู่กับประเพณี และความเชื่อแบบคล้อยตามกันมา ซึ่งนั่นก็หมายความว่า กาลเวลาจึงไม่ใช่สาระในการเปลี่ยนศาสนา  แต่ศาสนานั้นอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา  และมีอีกฮะดิษหนึ่งจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ความว่า
            “การดับสูญของศาสนาขึ้นอยู่กับสามสาเหตุ คือ ผู้นำ (อิมาม) ที่ไร้ความยุติธรรม, ผู้รู้ (อาลิม) ที่ประพฤติชั่ว และผู้วินิจฉัยบทบัญญัติศาสนา (มุจญ์ตะฮิด) ที่โง่เขลา”
            และท่านชะฮีดมุเฏาะฮารีได้กล่าวถึงทัศนะของอัลกุรอานในเรื่องของชีวิตมนุษย์ไว้ว่า ถึงแม้ว่าองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้สร้างมนุษย์มาด้วยโครงสร้างทางสรีระที่สมบูรณ์แล้ว แต่กระนั้นก็ตามพระองค์ยังได้แยกมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ออกเป็น 2 จำพวก คือ พวกที่มีชีวิต และพวกที่ตายแล้ว   ซึ่งนั่นก็หมายความว่า  คำสอนของพระผู้เป็นเจ้าจะเข้าสู่หัวใจของมนุษย์ ก็เฉพาะกับผู้ที่มีชีวิต  แต่สำหรับผู้ที่ตายแล้ว (ก็คือ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่  แต่หัวใจของเขาตายด้าน ไม่น้อมรับคำตักเตือน) จะไม่มีผลใด ๆ กับเขาสำหรับคำตักเตือนของพระผู้เป็นเจ้า ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในซูเราะฮ์ยาซีน อายะฮ์ที่ 70  ความว่า  “เพื่อผู้ที่มีชีวิตได้ถูกตักเตือน”       
            
ชีวิตมนุษย์ในทัศนะของอัลกุรอาน  ก็คือ ชีวิตของมนุษย์ที่ได้ออกจากความมืดแห่งเดรัจฉาน ไปสู่แสงสว่างแห่งทางนำของพระผู้เป็นเจ้า  เปรียบเสมือนดินดีที่พร้อมจะรับน้ำ แต่ในทางกลับกันความตายแห่งชีวิตของมนุษย์นั้น ก็เปรียบเสมือนหินเกลี้ยง ที่ไม่อาจจะรองรับน้ำที่ตกลงมาได้เลย
               โครงสร้างทางสังคมของมนุษย์ก็เช่นกัน  เมื่อใดก็ตามที่มีการเอาใส่ต่อจิตวิญญาณ มีการเคลื่อนไหวและปลุกเร้าเกิดขึ้นในสังคม ก็หมายความว่า สังคมนั้นใกล้กับการมีชีวิต  แต่เมื่อใดที่สังคมขาดการเอาใจใส่และความเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณดับสูญไป  สังคมนั้นก็ใกล้ชิดกับความตายนั่นเอง  แต่ในปัจจุบันเครื่องชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงความตายด้านของสังคม ก็คือ สถานการณ์ในโลกอิสลามที่มีแต่ความแตกแยก สู้รบ ขัดแย้งกันเอง และแบ่งแยกตนเองไปสู่การถ้อยทีถ้อยอาศัยกับศัตรูแห่งอิสลาม ทำให้เรามองเห็นสังคมอิสลามที่ตายด้าน  ดังนั้น ข้อเรียกร้องอันดับแรกของอิสลาม คือ การนำอิสลามกลับมาสู่ความเป็นเลิศทางสังคม ด้วยกับสังคมที่มีชีวิต มีความผูกพันซึ่งกันและกัน ปกป้องกัน เปรียบได้ดั่งที่เราทั้งหลายต่างมีเรือนร่างเดียวกัน เมื่ออวัยวะส่วนใดเจ็บปวด ส่วนหนึ่งก็พลอยเจ็บปวดไปด้วย
 
                นอกจากนี้ ส่วนที่จะช่วยต่อเติมพลังชีวิตให้กับสังคม ก็คือ 1) การให้เกียรติต่อบุคคลที่มีบุคลิกภาพทางความคิด มีความสำรวมตน มีความยำเกรง และขัดเกลาตนเองไปสู่ความเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์  ซึ่งในหนังสือนี้ท่านได้ยกตัวอย่างของท่านอัลลามะฮ์     ซัยยิด ฏอบา ฏอบาอีย์  2) ความผูกพันต่อประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ และบรรดาผู้พลีชีพ (ชุฮาดาฮ์)  เพื่อให้เราได้ดำรงไว้ซึ่งเป้าหมายและแนวทางในการปกป้องศาสนาอิสลามเฉกเช่นพวกท่าน  ตัวอย่างเช่น วีรกรรมของท่านอิมามฮูเซ็น (อ.) และบรรดาชะฮีดโชฮะดาฮ์แห่งกัรบะลา
                และจากสภาพสังคมอิสลามในปัจจุบันที่เกิดขึ้น  ท่านจึงได้อรรถาธิบายถึงความล้าหลังทางสังคมอิสลามว่า มีสาเหตุมาจากสิ่งใดบ้าง เช่น การเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการทำการงาน (อะมั้ล) การมอบหมายตนเองต่อพระองค์ (ตะวักกั้ล)  และในเรื่องความหมายของคำว่ามักน้อย (ซาฮิด) ในทางศาสนา
                รายละเอียดต่าง ๆ ติดตามอ่านได้จากหนังสือ “พลังอมตะแห่งอิสลาม”  ซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจเป้าหมายของอิสลามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  และนำตนเองไปสู่มนุษย์ที่ยังมีชีวิต ให้พร้อมที่จะน้อมรับทางนำของพระองค์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกท่านในทุกภาคส่วนของสังคม ได้ร่วมมือร่วมใจกัน สมัครสมานสามัคคีกัน เป็นเรือนร่างเดียวกัน  และนำสังคมอิสลามกลับมาสู่ความสัจจริงแห่งสังคมที่มีชีวิต.
LAST_UPDATED2
 



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com