Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

บทความที่เกี่ยวข้อง

Who online?

เรามี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

171907
TodayToday35
YesterdayYesterday73
This weekThis week523
This monthThis month1663
AllAll171907



บทความทั่วไป

ในส่วนนี้เป็นการนำเสนอบทความ ที่ให้สาระความรู้ทั่ว ๆ ไป พีน้องท่านได้มีบทความดี ๆ ที่มีสาระน่าสนใจก็ขอเชิญส่งมาได้



การบรรยายศาสนธรรมในค่ำคืนแห่ง “ก็อดร์ (1) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤษจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M
การบรรยายศาสนธรรมในค่ำคืนแห่ง “ก็อดร์”    โดย : ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี
ณ มัสยิดรูฮุลลอฮ์ นครศรีธรรมราช รอมฎอน 1430
ถอดคำบรรยายจาก VCD ของ อะฮ์ลุลบัยต์ อะคาเดมี (ประเทศไทย) : Binti Ismaeil

บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรร่อฮีม 
๑. อินนาอันซัลนาฮุฟีลัยยาติลก็อดรฺ   ๒. วะมาอัดรอกะมาลัยละตุลก็อดรฺ  ๓. ลัยละตุลก็อดริค็อยรุมมินอัลฟิชะฮรฺ  ๔. ตะนัซซะลุลมะลาอิกะตุวัรรูฮุฟีฮาบิอิซนิร็อบบิฮิมมินกุลลิอัมร์  ๕. ซะลามุนฮิยะฮัตตามัฏละอิลฟัญร์

อัลฮัมดุลิลลาฮ์  ขอชุโกรต่อพระองค์ ที่ได้ให้ชีวิตของพวกเราทุกคน ได้ดำรงอยู่จนถึงค่ำคืนนี้อีกครั้งหนึ่ง ค่ำคืนอันยิ่งใหญ่ ค่ำคืนที่ประเสริฐกว่าหนึ่งพันเดือน  ค่ำคืนหนึ่งซึ่งถ้ามันได้ผล ก็จะมีคุณค่าเท่ากับชีวิตหนึ่งของมนุษย์หนึ่งพันเดือน หรือรวมแล้วเท่ากับสิบกว่าปี  ชีวิตของมนุษย์ทั้งชีวิตที่ได้ดำเนินมานั้น ถ้าเขาประสบความสำเร็จในค่ำคืนนี้ ถือว่าชีวิตของเขานั้นสมบูรณ์มีคุณค่า  ถ้าเขาได้รับการอภัยจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในค่ำคืนนี้ ถือว่าชีวิตของเขานั้นสมบูรณ์แล้ว  ถ้าเขาได้รับความพึงพอใจ ซึ่งสูงกว่าการให้อภัย ตำแหน่งของเขาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก  และถ้าพระองค์ได้เหลียวมามองเขาในค่ำคืนนี้ ก็จะยิ่งนำความสูงส่งมาสู่ชีวิตของเขา  เหมือนกับหลาย ๆ คน ในอดีตที่ได้รับบาร่อกะฮ์แห่งค่ำคืนนี้   
 
คืนลัยละตุลก็อดร์  เกี่ยวข้องกับสิ่งสองสิ่งที่สำคัญ คือ เป็นค่ำคืนของเรื่องราวแห่งอัลกุรอาน และเรื่องราวแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)  สิ่งอื่น ๆ  ที่เราทำในคืนลัยละตุลก็อดร์ เป็นเพียง อะดัฟ ในที่จะเข้าสู่บาร่อกะฮ์ของ 2 สิ่งนี้  อะมั้ลอิบาดะฮ์ ที่ทำในค่ำคืนนี้ก็เพื่อที่จะนำเราเข้าสู่ฮากีกัตของทั้งสองสิ่ง คือ อัลกุรอาน และอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)  หรือสิ่งหนักสองสิ่ง (ซึ่งถ้าเจ้ายึดมั่นต่อทั้งสองสิ่งนี้อย่างแข็งขัน เจ้าจะไม่มีวันหลงทาง  

นิยาม ของคำว่า
 “หลงทาง” ของมนุษย์มีมากมาย  ดังเช่น หลงทางในเรื่องของศาสนา  หลงทางจากการเป็นมนุษย์ที่แท้จริง  หลงทาง ออกจากการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  หลงทางที่จะนำตัวเองไปสู่ความใกล้ชิดยังพระองค์  ดังนั้น หลักประกันที่จะป้องกันไม่ให้เราหลงทาง จากทุกสิ่งทุกอย่างที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ประสงค์จากเรา ก็คือ การยึดมั่นในสองสิ่งนี้  เนื่องจากอัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาในค่ำคืนนี้  และทุก ๆ คัมภีร์ถูกประทานลงมาในเดือนรอมฎอน  ซึ่งในบางริวายะฮ์ ได้กล่าวว่า ซุฮุฟิอิบรอฮีม  ได้ถูกประทานลงมาในคืนที่หนึ่งของเดือนรอมฎอน  เตารอต ได้ถูกประทานลงมาในคืนเจ็ดของเดือนรอฎอน  อิลญีน ได้ถูกประทานลงมาในค่ำคืนที่สิบห้า  ซะบูร ได้ถูกประทานลงมาในค่ำคืนที่สิบเจ็ด  ซึ่งเหล่านั้นเป็นคัมภีร์เบื้องต้นแห่งมนุษยชาติ   ดังนั้น จะเห็นว่าทุกคัมภีร์ที่บริสุทธิ์ ได้ถูกประทานลงมาในเดือน    รอมฎอนจนกระทั่งถึงคัมภีร์สุดท้าย คือ อัลกุรอาน  เราจึงต้องคว้าและใช้ประโยชน์จากสองสิ่งนี้ให้มากที่สุดในชีวิตของเรา
 

แท้จริงแล้ว อัลกุรอาน ก็เป็นมัซลูมหนึ่งในหมู่มนุษยชาติ  บางครั้งผู้ที่ความต่อรักอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) อาจจะรับรู้ อาจจะรู้สึก และเข้าใจได้ถึงการเป็นมัซลูมของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)  ตามศักยภาพของสติปัญญาและความรู้ของแต่ละคน  แต่มีอีกมัซลูมหนึ่งที่มนุษย์ไม่ได้ให้ความสนใจ ก็คือ อัลกุรอาน  ซึ่งในวันกิยามะฮ์ อัลกุรอานจะทำการอุทธรณ์ ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ว่าเขาได้ถูกทอดทิ้งในโลกนี้  ในคัมภีร์อัลกุรอาน มีหลายโองการที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้เรียกร้องมนุษย์ให้เข้าใจและรู้จักกับอัลกุรอาน  หนึ่งในโองการที่สำคัญโองการหนึ่ง ที่จะชี้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของคัมภีร์นี้ ก็คือ โองการที่อยู่ในซูร่อตุลวากิอะฮ์  ซึ่งเป็นซูเราะฮ์ที่มีริวายะฮ์มากมายสนับสนุนให้อ่านทุกวัน เป็นซูเราะฮ์ที่มีความสำคัญ  แม้แต่คนที่อ่านเพื่อหวังริสกีจากโลกนี้ ก็สนับสนุนให้อ่านทุกวัน ทั้งเช้า-เย็น มีความลับมากมายถูกซ่อนไว้ในซูเราะฮ์นี้  แต่ถ้าจะถามถึงจุดที่สำคัญที่สุด  บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) และอะเล็ม อุละมาอ์ชั้นสูง  ได้ชี้ไปที่โองการที่ 75-81 ซึ่ง  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้เริ่มต้นของเนื้อหาในท่อนนี้ ด้วยคำสาบานที่สิ่งใหญ่ “ฟะลาอุ๊กซิมุบิมะวากิอินนุญูม”   คือ ขอสาบานด้วย “มะวาเกียะอ์” หรือจุดตั้งของดวงดาวต่าง ๆ  ถ้าใครมีความรู้ทางดาราศาสตร์ ก็จะรู้ว่าจุดตั้งของดวงดาวนั้นมีความสำคัญอย่างไร ต่อจักรวาลทั้งหมด  นักวิทยาศาสตร์ได้บอกว่า ถ้าหากดวงดาว ดวงหนึ่งดวงใดเคลื่อนไปจากจุดตั้งของมันเพียงดวงเดียว จักรวาลทั้งผองก็จะกลายเป็นจุลมหาจุล  ดังนั้น ความสำคัญของ “มะวาเกียะอ์”  คือ จุดตั้งของดวงดาว  และสากลจักรวาลที่ดำเนินไปตามสภาวะปกติ ไม่ได้เกิดเภทภัยร้ายแรงก็เพราะดวงดาวนั้นตั้งอยู่ในที่ตั้งของมัน  และโองการที่ตามหลังมาก็บอกถึงความยิ่งใหญ่ของคำสาบานนี้  โดยบอกว่า  

“วะอินนะฮูละก่อซะมุลเลา ตะอ์ละมูนะอะซีม”   จงรู้ไว้นะ ว่าคำสาบานนี้ ถ้าเจ้าได้รู้ มันยิ่งใหญ่มาก  ดังนั้น เมื่อมนุษย์รู้  เขาก็จะต้องถามว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา ต้องการจะบอกอะไร?  และพระองค์ก็ได้ทรงบอกต่อไปว่า...  

อินนะฮู ละกุรอาน นุงกะรีม”  จงรู้ไว้ว่า นี่คือ คัมภีร์ที่กะรีม คัมภีร์ที่ใจดี คัมภีร์ที่ให้อย่างล้นเหลือ นั่นคือ กุรอานที่ทรงเกียรติ  แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “กะรีม”  ในภาษาอาหรับ แปลว่า การให้อย่างล้นเหลือ การให้อย่างเหลือคณานับ ไม่มีขอบเขต และผู้ให้เช่นนี้ ก็คือ ผู้ที่มีเกียรติ  และในอายะฮ์ถัดไปกล่าวว่า... 

“ฟีกิตาบิมมักนูน”  ได้บอกที่มาหรือที่อยู่ว่า กุรอาน ได้อยู่ในบันทึกที่ถูกเก็บไว้อย่างดี อย่างมิดชิด เปรียบเสมือนการเก็บมุกของหอย นั่นคือ สถานที่สูงสุด (เลาฮิมมัฟฟูซ) คือ สถานที่ที่สูงสุด   

“ลายะมัซซุฮู อิลลัลมุเฏาะฮารูน”  แปลว่า ไม่มีใครไปถึงหรือสัมผัสได้ นอกจากผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์  ความหมายของอายะฮ์นี้ ก็คือ แต่เดิมไม่มีใครสามารถสัมผัสคัมภีร์นี้ได้  เบื้องต้นคัมภีร์นี้อยู่กับผู้ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง  ไม่มีใครสัมผัสคัมภีร์นี้ได้ หรือไม่มีใครสามารถใช้ประโยชน์จากคัมภีร์นี้ได้  นอกจากผู้ที่ “มุเฏาะฮารูน” เท่านั้น  ความสะอาดบริสุทธิ์ หรือ มุเฏาะฮารูน ตรงนี้  แม้แต่มวลมะลาอิกะฮ์ ก็ไม่สามารถไปถึง  แต่มีคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้  ดังนั้น เมื่อพระองค์ได้ทดสอบความรู้ต่อมวลมะลาอิกะฮ์  เหล่ามะลาอิกะฮ์ก็ตอบว่า “เราไม่รู้ในสิ่งเหล่านี้เลย” ถ้าจะอธิบายง่าย ๆ ก็คือ แม้แต่มะลาอิกะฮ์ ก็ไม่สามารถแตะต้องได้   

แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงได้  “ตันซีลุมมิรฺร็อบบิลอาละมีน”  คือ มันถูกส่งลงมาจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล  ด้วยเหตุนี้การประทานอัลกุรอานมาให้มนุษยชาติ จึงต้องใช้คำว่า “ตันซีลุน”  หรือ “อินซาน” หมายถึง  ดึงลงมา หรือทำให้มันต่ำลงมา ๆ  เพื่อให้มวลมนุษย์สามารถเข้าใจได้   และถ้าเราย้อนกลับไปดูจะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านั้น อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้สาบานที่ยิ่งใหญ่ว่า “ถ้าเจ้ารู้ว่าเป็นคำสาบานที่ยิ่งใหญ่ และที่มาที่ไป และที่อยู่ของคัมภีร์นี้ ยิ่งใหญ่ขนาดไหน”   

ดังนั้น เมื่อเราได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานแล้ว  พระองค์จึงตรัสถามว่า “อะฟะบิฮาซัลฮะดีซิ อันตุมมุดฮินูน”  ด้วยเรื่องราวเหล่านี้ หรือคัมภีร์เล่มนี้หรือ? ที่พวกเจ้า “มุดฮินูน  ภาษาอาหรับแปลว่า น้ำมันเลื่อนไหล  แต่ในสำนวนอาหรับจะใช้คำว่า “มุดฮิน”  ในความหมายที่แปลว่า “การดูหมิ่น ดูแคลน”  ฉะนั้น ตรงนี้พระองค์จึงประสงค์จะถามว่า กับคัมภีร์แบบนี้หรือ? ที่เจ้ามองข้ามมัน ที่เจ้าไม่ได้อ่านมัน ที่เจ้าไม่ได้รับทางนำ ที่เจ้าที่ยังอ่านมันไม่ได้   

ดังนั้น ทุกแง่มุมที่มนุษย์มองข้ามอัลกุรอาน ก็คือ ดูหมิ่นอัลกุรอาน  และเมื่อเค้าดูหมิ่นอัลกุรอานแล้ว เขาจะไปตอบพระองค์เช่นไร?  ดังนั้น คนที่อ่านไม่ได้ ก็จะต้องตอบต่อพระองค์ในข้อหานี้ด้วยว่า ทำไมถึงอ่านไม่ได้  หรือกับคนที่ไม่ได้อ่าน  หรือแม้แต่อ่าน เขาก็จะอ่านเพียงแต่ “ยาซีน” เพื่อหวังผลให้บิดามารดาพ้นจากการลงโทษ  โดยไม่ได้อ่านทั้งเล่ม เช่นนี้ก็เหมือนกับการดูหมิ่น  หรือผู้ที่อ่านเก่ง อ่านไพเราะ อ่านทุกวัน  แต่ไม่รู้ว่าเขาอ่านอะไร นั่นก็เหมือนกับการดูหมิ่นคัมภีร์อีกเช่นกัน  เนื่องจากจุดประสงค์ของพระองค์ที่ได้ประทานคัมภีร์ลงมา ก็เพื่อ “ฮุดันลินมุตตะกีน”  เพื่อจะพามนุษย์ไปสู่สิ่งเร้นลับที่เค้ามองไม่เห็น ไม่รู้จัก และรับรู้ถึงสิ่งมหัศจรรย์ในการสร้างของพระองค์  ดังนั้น คดีของเรากับกุรอ่าน จึงเป็นคดีที่หนักที่สุดในวันแห่งการพิพากษา  ซึ่งมีสองเรื่องที่มนุษย์จะต้องตอบกับพระองค์ในวันกิยามัต เรื่องที่หนึ่ง ก็คือ อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) เรื่องที่สอง ก็คือ อัลกุรอาน  และด้วยคัมภีร์นี้เอง หากอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ไม่ได้ถูกส่งลงมาในโลกนี้  คัมภีร์นี้ก็จะไม่มีวันถูกประทานลงมา เพราะไม่มีใครสามารถรับได้  ดังที่กุรอานก็ได้บอกไว้ชัดแจ้งว่า ถ้าลงมายังภูเขา ภูเขาจะแตก ถ้าลงมายังฟากฟ้า ฟากฟ้าแตก  และมะลาอิกะฮ์ก็ไม่ความสามารถรับได้  และนี่คือเหตุผลที่สองสิ่งนี้ถูกสร้างคู่กันมา จากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง และคู่กันกลับไป ดังใน ฮะดิษษะกอลัยน์  ที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “สองสิ่งนี้จะไม่แยกจากกัน จนกระทั่งกลับไปพบกับฉันอีกครั้งหนึ่ง ที่สระน้ำอัลเกาษัร”  

สวรรค์ คือมะกอมของมนุษย์ที่เข้าใจในคัมภีร์อัลกุรอานเท่านั้น  มีฮะดิษที่กล่าวว่า คนที่เป็นชะฮีดแล้ว ก็ยังเข้าสวรรค์ไม่ได้ ต้องไปเรียนคัมภีร์กุรอานกับมะลาอิกะฮ์ก่อน จึงจะได้เข้าสวรรค์  แต่ว่าเราเองกลับมองข้ามอัลกุรอาน  ไม่ได้สนใจใยดี  ทั้ง ๆ ที่กุรอ่านให้ทุกอย่างกับมนุษย์ ให้ทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์แก่เรา  คัมภีร์ที่สามารถรักษาโรคได้ ทั้งโรคทางกายและโรคทางจิตวิญญาณ  ขึ้นอยู่กับว่า เราศรัทธาและให้เกียรติกุรอานสักเพียงใด แต่ก็มีบางคนที่อ่านกุรอานแล้ว กุรอานกลับสาปแช่งเขา เช่น อ่าน “ศอด” เป็น “ซีน”  และอ่าน “ซีน” เป็น “ษา”  เขาออกเสียงไม่ถูกต้อง  กุรอาน ก็ตอบโต้ว่า “ฉันถูก ตันซีน ลงมาแล้วพวกเจ้ายังอ่านฉันไม่ถูก”  อุละมาอ์ ฝ่ายฟิกส์บางท่านกล่าวว่า  คนที่ขยันแต่อ่านกุรอาน  แต่ไม่รู้ฮุกุ่มของพระเจ้าที่อยู่ในกุรอ่านเลย  ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อาบน้ำนมาซ ถือศีลอด จ่ายคุมซ์ อย่างไรก็เขาไม่รู้  กุรอานก็จะสาปแช่งว่า  “อ่านฉันทำไม แต่ไม่นำฮุกุ่มของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไปปฏิบัติ”    ถ้าอุละมาอ์สายอิรฟาน  คำอธิบายฮะดิษนี้ก็จะยิ่งหนักไปอีก เพราะในกุรอาน มี 500 อายะฮ์ ที่เป็นฮุกุ่มเกี่ยวกับอะห์กาม และฟิกส์ และในอีกหกพันกว่าอายะฮ์ กุรอานพูดเรื่องอะไร  ดังนั้น บรรดาอุละมาอ์  จึงกล่าวว่า กุรอานสาปแช่ง ผู้ที่ไม่นำพาต่อคำชี้นำต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน  อันเป็นคัมภีร์แห่งนูร  สรุปว่า คนที่ไม่อ่านแทบไม่ต้องพูดถึง  แต่สำหรับคนที่อ่านนั้นอ่านแล้วไม่ได้พัฒนาตัวตน อ่านแล้วไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณของตัวเองคล้อยตามคำชี้นำของพระมหาคัมภีร์  คัมภีร์อัลกุรอานยิ่งใหญ่สักขนาดไหนนั้น มนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะรู้ได้  จึงต้องนำองค์ประกอบข้างนอกมาอธิบาย ด้วยกับการสาบานด้วยกับที่ตั้งของดวงดาว และจงรู้ว่านี่คือคำสาบานที่ยิ่งใหญ่  กุรอานจึงลงมาเพื่อที่จะพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์  และกุรอานเป็นกะลามุลลอฮ์  

ค่ำคืนนี้ คือค่ำคืนแห่งลัยละตุลกอดร์  ค่ำคืนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา หนึ่งในเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจ และปฏิวัติวิถีชีวิตของเรา ก็คือ ให้วิถีเป็นชีวิตของเรานั้น เป็นวิถีชีวิตที่คู่กับพระมหาคัมภีร์กุรอาน  พี่น้องไม่ต้องคิดว่า เราไม่มีความรู้  แต่ให้เราอ่านด้วยภาษาที่เราสามารถเข้าใจ ด้วยภาษาไทย อ่านแบบเพ่งพินิจ อ่านแบบพิเคราะห์  กุรอ่านก็จะให้เขาได้รับการชี้นำ ตามระดับศักยภาพทางจิตวิญญาณของเขา  เพราะกุรอานเป็นฮุดันลินมุตตะกีน เป็นฮุดันลินนาซ   

อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ก็คือ ผู้ที่ปฏิบัติตามกุรอานอย่างสมบูรณ์   จริง ๆ แล้ว คือกุรอ่านอีกเล่มหนึ่งที่เดินได้ ไม่มีความแตกต่างใดๆ กับ  กุรอานที่เป็นตัวเขียน หรือกุรอานที่อยู่ในตัวของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)  บางครั้งอุละมาอ์ชั้นสูง กล่าวว่า “มนุษย์ผู้สมบูรณ์ ก็คืออัลกุรอาน”  ถ้าอยากจะดูมนุษย์ที่ดีเลิศที่สุด ก็คือ อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) นั่นเอง
 

ดังนั้น นี่คือเรื่องที่หนึ่งที่จะอยากฝากไว้  และขอให้เรากำหนดชะตากรรมของเราใหม่  ให้ชีวิตของเราให้อยู่คู่กับอัลกุรอาน  อย่าให้วัน ๆ หนึ่งชีวิตของเราผ่านไปโดยไม่ได้อ่านอัลกุรอาน  ทั้ง ๆ ที่เราเองยังมีเวลาไปติดตามเรื่องอื่น ๆ เช่น ดูละคร ดูทีวี ได้  แต่ทำไมไม่สามารถอ่านกุรอานสักครึ่งชั่วโมง  ทั้ง ๆ ที่กุรอานคือน้ำทิพย์ที่ชโลมจิตวิญญาณของมนุษย์  และความตกต่ำของสังคมมุสลิม ก็คือ เขาห่างไกลจากคัมภีร์กุรอาน  เขามองข้าม เขาเย้ยหยัน  “อะฟะบิฮาซัลฮะดีซิ อันตุมมุดฮินูน”  คัมภีร์ที่เราเดินผ่านไปผ่านมาตั้งอยู่บนที่สูงของเรา แต่เราก็ไม่ได้นำพา แต่จะเห็นความสำคัญต่อเมื่อมีคนตาย  ดังนั้น ชีวิตที่อัปยศ บ้านที่ไม่มีบาร่อกัต ส่วนหนึ่งก็มาจากบ้านและครอบครัวที่ทอดทิ้งการอ่านกุรอาน  ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ให้มุสลิมอ่านกุรอานที่บ้าน  เพราะแสงรัศมีของกุรอานจะออกไปข้างนอก  มันจะคอยปกป้องเราหลาย ๆ อย่าง และจะเกิด ฮิญาบ ป้องกันเราจากกาฟิร มุชริกีน  ตัวอย่างเช่น ท่านอิมามญะอ์ฟัร (อ.) เมื่อทรราชย์มาตามล่าท่านแต่มองท่านไม่เห็น เพราะขณะนั้นท่านนั่งอ่านกุรอานอยู่  และในอีกความหมายหนึ่ง ก็คือ การที่กุรอานจะเป็นเกราะป้องกันเราไม่ให้คล้อยตามแนวความคิด หรือความเชื่อ ความทะเยอทะยานแบบกาฟิร  ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ หากว่าเรายังดำเนินชีวิตโดยคิดเรื่องดุนยาแบบกาฟิร มีพฤติกรรมแบบกาฟิร การซอเล็ม การกดขี่ โดยเราไม่รู้ตัว แล้วเมื่อเราได้อ่านกุรอาน เราก็จะมีเกราะป้องกันเราจากกาฟิร   

ค่ำคืนนี้เป็นคืนชะฮาดัตของอิมามอะลี (อ.) หนึ่งในอิมามที่ถูกมัซลูมที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์  หนึ่งในต้นแบบของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)  ที่จะแสดงแบบให้มนุษย์ได้เห็นว่า มนุษย์ที่จะเดินตามพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานในทุกย่างก้าวชีวิตของเขานั้น คือสิ่งที่เป็นไปได้  จริง ๆ แล้ว ถ้าเราจะรู้จักอิมามอะลี (อ.) อย่างสมบูรณ์ ก็คือ เราจะต้องรู้จักพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน  ที่ได้อธิบายแบบฉบับโครงสร้างของมนุษย์ผู้สมบูรณ์ โครงสร้างที่แท้จริง ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา และอิมามอะลี (อ.) เป็นผู้ที่แสดงแบบอย่างนั้นได้อย่างสมบูรณ์  แสดงแบบให้มนุษย์ได้เห็นว่า การดำเนินชีวิตทุกย่างก้าว  และทุกลมหายใจของมนุษย์ให้ตรงกับพระมหาคัมภีร์    กุรอานนั้น สามารถเป็นไปได้  และแน่นอนเมื่อมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตทุกย่างก้าวทุกลมหายใจของเขาเหมือนกับอัลกุรอานได้  ดังนั้น คุณสมบัติของเขากับคุณสมบัติของอัลกุรอาน จึงไม่แตกต่างกัน  เมื่ออัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่เป็นทางนำให้แก่มนุษยชาติ ตั้งแต่วันที่กุรอานได้ถูประทานลงมาจนกระทั่งถึงวันสิ้นโลก  แบบฉบับอันนี้จะไม่มีเก่า ไม่ล้าสมัย คำสั่งสอนในอัลกุรอานจะไม่มีวันล้าสมัย ไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีอยู่  ดังนั้น ผู้ปฏิบัติตามแบบฉบับของกุรอานก็จะไม่มีวันล้าสมัย  ดังที่เราได้เห็นแล้วแบบฉบับที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้แสดงไว้ในโลกนี้นั้น จึงเป็นแบบฉบับที่อมตะ  ยิ่งวันเวลาผ่านไปยิ่งทันสมัย และมีความจำเป็นต้องยึดในแบบฉบับเหล่านั้น   

โลกในปัจจุบันนี้ กำลังพัฒนาไปสู่ความเข้าใจในแบบฉบับเหล่านี้ เพราะว่าโลกได้ผ่านการทดลองมาอย่างมากมาย อุดมการณ์ ปรัชญา ระบบการเมือง ระบบการปกครอง และในอีกหลายเรื่อง แต่ก็ได้ล้มเหลวทั้งหมด  เพราะโลกไม่ยึดแบบฉบับของมนุษย์ที่สมบูรณ์  ไม่ได้ยึดแบบฉบับของคนที่ถอดแบบมาจากอัลกุรอาน อย่างที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้แสดงไว้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องสังคม ศาสนา การปกครอง ท่านได้แสดงแบบไว้อย่างสมบูรณ์  จนกระทั่งวันนี้ได้มีหนังสือตำราต่าง ๆ มากมาย ได้เขียนขึ้นมา  และขณะนี้หนังสือ “นะญุลบะลาเฆาะฮ์”  ของอิมามอะลี (อ.) ได้ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในปฏิญญาอันหนึ่งที่อยู่ในสหประชาชาติ  ถึงแม้ข่าวนี้จะไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เป็นหน้าตาของอิสลามนั้น บรรดาศัตรูของอิสลามจะไม่ยอม  โลกในวันนี้กำลังค้นคว้าศึกษาแบบฉบับของอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (อ.) ว่าเป็นไปได้อย่างไรมนุษย์ในยุคนั้น  ซึ่งยังไม่มีการพัฒนาทางวิชาการ  แต่อิมามอะลี (อ.) ได้แสดงแบบอย่างไว้ล่วงหน้า และแบบอย่างต่าง ๆ เหล่านั้น มันไม่ล้าสมัยเลย แม้แต่สักเรื่องเดียว  ราจะต้องศึกษาอิมามอะลี (อ.) ในรูปลักษณะนี้ เพื่อที่จะนำเสนอต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่รู้จักเพียงแต่เป็นเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์เท่านั้น 

ความยุติธรรมต่าง ๆ ที่ท่านได้แสดงไว้ในแต่ละเรื่อง  เราลองเข้าไปดูว่า มนุษย์จะต้องมีจิตวิญญาณที่ใสสะอาดขนาดไหน จึงจะปฏิบัติตนให้มีความยุติธรรมเช่นนั้นได้  มีอะไรเป็นตัวหลักและอะไรเป็นตัวช่วย ที่สามารถดับทุกสิ่งทุกอย่าง และทำให้เขาสามารถดำรงความยุติธรรมเหล่านั้นได้  และมันไม่ได้มีเพียงหนึ่งเรื่อง  ถ้าเราจะยกตัวอย่างการที่ท่านคุมกองคลัง ในขณะที่ท่านเป็นคอลีฟะฮ์ แล้วก็ได้มีพวกคอวาริจญ์ซึ่งเป็นศัตรูที่สกปรก ที่ร้ายกาจ ที่เนรคุณทุกรูปแบบ  แต่เมื่อถึงคราวที่พวกคอวาริจญ์ภายใต้การปกครองของท่าน มีความยากแค้น มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากกองคลังของอิสลาม  ท่านก็ได้ให้ความช่วยเหลือในระดับเดียวกับการให้ความช่วยเหลือแก่มิตรสหาย  การที่มนุษย์คนหนึ่งเผื่อแผ่ให้กับศัตรู เท่ากับการเผื่อแผ่ให้กับมิตรนั้น มิตรเองก็ยังไม่เข้าใจ  มิตรในสมัยนั้นที่ต้องขึ้นมาเป็นศัตรูกับท่าน ก็เพราะไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้นั่นเอง เพราะการกระทำเช่นนี้เอง เรื่องราวเหล่านี้ถึงได้เป็นอมตะ แต่ถ้าท่านไม่ได้ให้ศัตรู แล้วให้แต่มิตร เรื่องราวก็จะจบลง เพราะใคร ๆ ก็ทำเช่นนั้นได้  แต่นี่เป็นเพราะท่านได้ให้การเอื้อเฟื้อต่อศัตรูที่จำเป็นต้องได้รับสิทธิแห่งการช่วยเหลือ  เรื่องราวต่าง ๆ จึงได้ถูกนำมากล่าวขาน  ดังนั้น เราจึงต้องมองเรื่องราวต่าง ๆ ไปที่หัวใจว่า ด้วยจิตวิญญาณแบบไหนท่านถึงกระทำได้  ถ้าเราต้องการรู้จักว่า ความยุติธรรมคืออะไร  ผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม หรือผู้ที่รังเกียจการกดขี่ การซอเล็ม  ซึ่งการซอเล็มมีหลายรูปแบบ และหนึ่งในโรคร้ายที่อันตรายที่สุดสำหรับมนุษย์ คือ ซอเล็ม  และนิยามของคำว่า “ซอเล็ม”  มันก็มีความละเอียดเป็นอย่างมาก  อะเล็ม อุละมาอ์ บอกว่า ซอเล็มนั้นเริ่มตั้งแต่ตัวเอง ในบ้าน สังคม และโลก  เช่น ซอเล็มในบ้าน คือ การละเมิดสิทธิระหว่างสามี ภรรยา พ่อละเมิดสิทธิของลูก ลูกละเมิดสิทธิของพ่อแม่  และในสังคมก็ได้แก่การละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน การซอเล็มคนที่อ่อนแอกว่า ขึ้นไปถึงขั้นสูงสุด ก็คือ การซอเล็มแบบฟิรอูน แบบนัมรูด.....จบ VCD แผ่นที่ 1 ........... โปรดติดตามตอนที่ (2)
LAST_UPDATED2
 
การบรรยายศาสนธรรมในค่ำคืนแห่ง “ก็อดร์” (2) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤษจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M
การบรรยายศาสนธรรมในค่ำคืนแห่ง “ก็อดร์”    โดย : ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี
ณ มัสยิดรูฮุลลอฮ์ นครศรีธรรมราช รอมฎอน 1430
ถอดคำบรรยายจาก VCD ของ อะฮ์ลุลบัยต์ อะคาเดมี (ประเทศไทย) แผ่นที่ 2 : Binti Ismaeil

....ต่อจากการบรรยายศาสนธรรมในค่ำคืนแห่ง “ก็อดร์” (1)  
นิยาม ของ คำว่า “ซอเล็ม” นั้น คือ อะไร? ในทัศนะของท่านอิมามอะลี (อ.) ท่านก็จะตอบว่า “ซอเล็มในทัศนะของฉัน คือ ถ้าเห็นมดตัวหนึ่งกำลังคาบอาหารและเดินไป แล้วเราไปดีดเขี่ยอาหารออกจากปากมัน นั่นคือการซอเล็มในทัศนะของฉัน  ถ้าท่านจะจ้างฉันให้ทำสิ่งนี้ โดยให้ทรัพย์สินทั้งชั้นฟ้าและแผ่นดินให้กับฉัน ฉันก็จะไม่ทำซอเล็มเช่นนี้”  ถ้ามนุษย์ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ซอเล็ม แม้แต่จะสะกิดอาหารออกจากปากมดแล้วล่ะก็  เราไม่ต้องไปถามซอเล็มอื่น ๆ ของเขา  “อินนัลลอฮะ ลายุฮิบบุซซอลิมีน”  เพราะอัลลอฮ์ (ซ.บ.) นั้นไม่รักผู้ที่ซอเล็ม ไม่ว่าการซอเล็มใด ๆ  

และถ้าเราไปดูแบบอย่างการต่อสู้ การเสียสละ การให้  ซึ่งในพระมหาคัมภีร์กุรอานได้สอนทุกคน  การให้ที่แท้จริง คือการให้ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้เรียกร้องให้มนุษย์กระทำ ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย  ลันตะนาลุน บิรร่อ ฮัตตาตุมฟิกู มิมมาตุฮิบบูน”  มนุษย์ที่ถูกเรียกร้องไปสู่ความดี มนุษย์ที่ถูกเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์ (ซ.บ.)  “อัรบิร”  “อับรอร”   “อินนัลอับรอ ร่อละฟีนะอีม”   อัลอับรอร คือ ผู้ที่จะได้อยู่ในสวรรค์ (นะอีม)    ดังนั้นคนที่จะเป็น “อับรอร” เขาจะต้องไปถึง “บิรร่อ” ก่อน  คือ เขาจะต้องทำ “บิร” ถึงจะได้เป็น “อับรอร”  เมื่อเขาได้เป็นอับรอรแล้ว ถึงจะได้อยู่ในนะอีม  แต่องค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ตรัสว่า “ลันตะนาลุนบิรร่อ”  เจ้าจะไปไม่ถึง “บิรร่อ” และว่า “ฮัตตาตุน ฟิกู มิมมาตุฮิบบูน”  จนกว่าเจ้าจะให้ในสิ่งที่เจ้ารัก  เป็นธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องการที่จะขึ้นสวรรค์  แต่การที่จะขึ้นสวรรค์ได้นั้น เขาต้องเป็นผู้ที่สามารถให้ได้ในสิ่งที่ตนเองรักก่อน  ปรากฏว่าไม่มีใครให้ในสิ่งที่ตนเองรัก แต่พวกเขาก็อยากที่จะขึ้นสวรรค์  ถ้าเราได้มาดูโองการนี้แล้ว ก็ขอให้หันกลับไปดูว่าท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ทำอะไรบ้างในโองการนี้  คนเราบางคนอย่าว่าแต่จะให้เพื่อนเลย  แม้แต่จะกินข้าวสักครั้งก็จะรอว่าจะมีใครมาเลี้ยงเขา แหละนี่คือความตกต่ำของมนุษย์  สิ่งเหล่านี้เกิดจากความไม่เข้าใจของพวกเขา ซึ่งเข้าใจว่าถ้าเรากินข้าวแล้วมีเพื่อนมาเลี้ยง นี่แสดงว่าเราได้กำไรแล้ว  นั่นคือ มุมมองของเรากับอัลกุรอานนั้นไม่ตรงกัน  ดังนั้น ถ้าเราไม่ได้อ่านอัลกุรอาน ด้วยการพินิจพิจารณาความหมายของมัน เราก็ไปไม่ถึงอัลกุรอาน และอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) เราก็ไม่มีวันได้รู้จัก  และถ้าจะถามว่าทำไมอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ทำอย่างนั้น ก็เพราะว่านั่นเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ) ทรงบอกให้กระทำ  ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า เราไม่อาจได้ทำเยี่ยงท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ทั้งหมด  แต่ที่ต้องการก็คือ ให้มนุษย์ได้รู้จักสิ่งเหล่านี้ รู้ว่ากุรอานต้องการจะบอกสิ่งเหล่านี้แก่เรา   

และถ้าเราเข้าใจตรงนี้แล้ว  ก็ขอให้เราไปดูการบริจาคของท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งเป็นการให้ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ) ได้ประทานอัลกุรอาน เพื่อลงมาชมเชยว่า ยอมรับแล้วเชื่อแล้ว  อัลกุรอานได้พูดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสอนเรื่องความกล้าหาญของมนุษย์  ดังที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงตรัสว่า “ถ้าเป็นนักรับแล้ว จะต้องไม่กลัวใครนอกจากพระองค์” ดังนั้น มุสลิมที่แท้จริงในโลกนี้ในพระมหาคัมภีร์กุรอาน บอกว่า “ต้องดำเนินชีวิต แบบไม่กลัวสิ่งใดในโลกนี้ นอกจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เพียงองค์เดียง”  และนี่แบบอย่างของมนุษย์ตามโครงสร้างของอัลกุรอาน   ถ้าเป็นแบบอื่นก็คือผิดแม่พิมพ์ ไม่ได้เป็นมนุษย์ในแบบอย่างของอัลกุรอาน  ดังนั้น ถ้าเขาเป็นมนุษย์ตามแบบอย่างของอัลกุรอาน เขาจะต้องไม่กลัวสิ่งใด ไม่กลัวจน ไม่กลัวคน ไม่กลัวใคร  เมื่อเขาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ที่เขาต้องปฏิบัติ เขาก็ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดในโลกนี้เลย และถ้าเรานำแบบอย่างเช่นนี้ไปดูในตัวของท่านอิมามอะลี (อ.) ก็จะพบว่า โลกทั้งโลกยอมรับความกล้าหาญของท่าน ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสงครามบะดัร อุฮุด คอนดัก คอยบัร และในอีกหลาย ๆ วีรกรรม  และใน ลัยละตุลมะบีด คือ ค่ำคืนที่ตัดสินใจจะนอนเตียงของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในค่ำคืนแห่งการลอบสังหาร  คืนที่ชนเผ่าทั้งหมดรวมตัวกัน เพื่อที่จะฆ่ามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ให้ได้  และอะลี (อ.) ก็อาสาที่จะนอนบนเตียงของมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เพื่อให้เหล่านักสังหารเข้าใจว่า มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กำลังนอนอยู่บนเตียง ซึ่งเป็นคืนที่ตัดสินความเป็นและความตาย  

ดังจะเห็นได้ว่า กุรอานได้บอกกล่าวถึง แบบอย่างของมนุษย์ ไว้หลายเรื่องราว  ดังนั้น ถ้าเรายิ่งอ่าน เราก็จะยิ่งพบปมด้อยหรือข้อบกพร่องของเรา เพื่อที่เราจะได้แก้ไขปรับปรุงตนเอง ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นหญิงหรือชาย  เพราะว่ากุรอานเป็นแบบอย่าง (พิมพ์เขียว) ของทุกคน  ดังนั้น เวลาดูกุรอาน แล้วให้ย้อนกลับไปดูแบบอย่างที่อิมามอะลี (อ.) ได้แสดงไว้  ผู้ที่มีความรักต่อร่อซูลุลลอฮ์ คือ อะลี (อ.)  ผู้ที่เดินตามร่อซูลมากที่สุด คืออะลี (อ.) ทุกย่างก้าว  และท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้สั่งสอนไว้ว่า  “ถ้ารักอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ให้เดินตามฉัน”   

ในเรื่องนี้มีเรื่องเล่าจากซัลมาน ฟาร์ซี  ว่าระหว่างฉันกับท่านอะลี (อ.) ได้ตกลงแข่งขันกันว่า ใครจะไปถึงมัสยิดหลังจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เป็นคนแรก  ปรากฏว่าท่านซัลมานแพ้อะลี (อ.) ทุกครั้ง  และมีอยู่วันหนึ่ง เมื่อเห็นท่านร่อซูลุลลอฮ์ เดินไปมัสยิดแล้ว ฉันก็ยังไม่เห็นอะลี (อ.) เห็นแต่รอยเท้าของท่านนบี  ฉันก็ได้รีบเข้าไปในมัสยิด เพื่อที่จะได้ถึงก่อนอะลี (อ.) แต่เมื่อเข้าไปในมัสยิดก็ได้พบว่าอะลี (อ.) นั่งอยู่แล้ว จึงถามว่า “โอ้ อะลี ท่านมาอย่างไร ทำไมจึงมีรอยเท้าเดียว”  ท่านอิมามอะลี (อ.) ตอบว่า “ถ้าเจ้ารักอัลลอฮ์ จงตามนบีทุกรอยก้าว  ดังนั้น เมื่อฉันเดินมามัสยิด ฉันก็ได้เหยียบรอยเท้าซ้ำไปบนรอยเท้าของท่านนบี”   นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง  และเมื่อได้อธิบายเรื่องนี้แล้ว ท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมพูดแต่อะลี (อ.) ไม่พูดถึงนบี  เพราะการที่เราพูดถึงอะลี (อ.) ก็เพื่อที่ต้องการจะให้เห็นว่า แบบอย่างของผู้ที่ตามกิตา  บุลลอฮ์ และซุนนะฮ์ คือ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (อ.)  ถ้าเราอ่านแต่อัลกุรอาน โดยมิได้นำแบบอย่างของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ที่ได้ปฏิบัติไว้มาพิจารณา  เราจะก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่าเรื่องนี้กุรอานพูดจริง   

และในเรื่องที่กุรอานได้พูดถึงเด็กกำพร้าว่า “วัลยะตามา วัลมะซากีน   ให้เราสนใจดูแลเด็กกำพร้า และคนยากจนขัดสน ซึ่งปรากฏอยู่มากมายในอัลกุรอาน  มีมากถึงขนาดที่ว่า อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไม่ทรงรับนมาซของผู้ที่ทิ้งขว้างเด็กกำพร้า (ยะตีม)  ถึงแม้ว่ากุรอานได้พูดถึงขนาดนี้แล้ว  ชีวิตของผู้ศรัทธาที่มีอันจะกินทั้งหลาย มีใครบ้างที่ดำเนินชีวิตโดยนึกถึงลูกยะตีม จะมีสักกี่คนกันเล่า??  พวกเราลืมไปเลยว่าลูกยะตีม เป็นเรื่องของเรา   แต่ถ้าเรามาดูแบบอย่างอะลี (อ.) ในเรื่องของลูกยะตีมนั้น   หนึ่งในฉายาของท่านคือ  “อบูอัยตาม”   หรือ  “พ่อของลูก  ยะตีมทั้งหลาย”  มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ท่านอิมามอะลี (อ.) เดินไปในเมืองกูฟะฮ์ แล้วได้พบกับหญิงคนหนึ่งกำลังสาละวนกับการร้องไห้อยู่ จึงได้ถามหญิงนั้นว่า “มีอะไรเกิดขึ้นในบ้าน” หญิงผู้นั้นตอบว่า “ฉันมีลูกอยู่ 3 คน จะทำของก็ไม่มีของกิน จะออกไปเด็ก ๆ ก็ร้องไห้ จะหาของกินข้างนอกก็ออกไปไม่ได้ เพราะเด็ก ๆ ยังเล็กอยู่”  อิมามอะลี (อ.) ถามว่า “สามีของเจ้าไปไหน”  นางตอบว่า “สามีของฉันได้เสียชีวิต เมื่อได้ไปรบกับอะลี เราก็เลยต้องอยู่ในสภาพนี้ โดยไม่มีใครดูแล  อะลีก็ไม่เคยมาดูแลเราเลย”  ท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ร้องไห้เมื่อได้ยินคำนั้น และเมื่อท่านได้กลับไปบ้าน ท่านได้นอนไม่หลับทั้งคืน  และลุกขึ้นมาจัดกระสอบอาหารแบกขึ้นบนบ่า  เพราะเหตุว่า หญิงคนนั้นได้กล่าวว่า “วันกิยามัต อัลลอฮ์ จะต้องตัดสินระหว่างฉันกับอะลี”  เมื่ออิมามอะลี (อ.) แบกสิ่งเหล่านี้ไปนั้น บรรดาสาวกได้ขอเข้ามาช่วยแบกแทน  และท่านกล่าวว่า “ฉันจะต้องแบกสิ่งนี้ เพราะในวันกิยามัต ไม่มีใครช่วยฉันแบกได้ นอกจากฉัน”   แล้วท่านก็ได้แบกสิ่งของนั้นไปที่บ้านของหญิงหม้ายในตอนดึก พร้อมข้าวและอาหารต่าง ๆ และท่านได้เลี้ยงดูเด็ก และถามหญิงคนนั้นว่า ท่านจะเป็นคนทำกับข้าว หรือจะให้ฉันช่วยดูแลเด็ก หญิงคนนั้นก็ตอบว่า ให้ท่านช่วยดูแลเด็ก และเด็ก ๆ ได้เล่นกับท่านอิมามอะลี (อ.) และท่านได้เป็นม้าให้เด็กเหล่านั้นขี่ มีเสียงหัวเราะดังขึ้นในบ้าน  ซึ่งขณะนั้นอะลี (อ.) ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์  แต่ยอมที่จะคลานสี่เท้า เป็นม้า เป็นอูฐ ให้ลูกกำพร้าได้ขี่หลังท่าน  และท่านก็ได้ไปบ้านหลังนั้นเป็นประจำ เพื่อเป็นเพื่อนเล่นกับเด็กกำพร้า  เรื่องราวลักษณะนี้ไม่ใช่มีอยู่เพียงครั้งเดียว  บางครั้งท่านเดินอยู่ตามถนน  เมื่อท่านเห็นเด็กคนหนึ่งร้องไห้ และเดินสวนทางกับเพื่อน  ท่านจึงถามว่า “ทำไมเจ้าร้องไห้”  เด็กตอบว่า “ฉันถูกเพื่อนล้อเลียนว่าฉันไม่มีพ่อ”  และท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ถามว่า “พ่อเจ้าไปไหน”  ก็ได้รับคำตอบว่า “พ่อของฉันได้เป็นชะฮีดในสงคราม เมื่อไปช่วยอะลีรบ” ท่านอิมามอะลี (อ.) จึงนั่งลงบนพื้น แล้วก็นำเด็กคนนั้นมานั่งลงบนตักของท่าน แล้วท่านได้ลูกศีรษะของเด็กคนนั้น แล้วกล่าวว่า “ต่อไปนี้ ถ้าใครถามว่า พ่อของเจ้าคือใคร จงบอกว่าพ่อของเจ้าคืออะลี”  เด็กคนนั้นจึงรีบวิ่งกลับไปหาเพื่อน ๆ และบอกว่า “พ่อของฉันคือะลี”   และท่าน     อิมามอะลี (อ.) ก็ได้ไปหมู่บ้านนั้นทุกวัน เพื่อเอานมเอาอาหารไปแจกเด็ก ๆ  ชีวิตของท่านจะวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ดูแลฟากิร มิสกีน ดูเด็กกำพร้า ดูคนยากจน   ดังนั้น ถ้าสิ่งที่อัลกุรอานพูดถึงฟากิร มิสกีน ไม่มีความสำคัญแล้วล่ะก็  อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) จะไม่แสดงสิ่งเหล่านี้ แล้วท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ.) ก็จะไม่เสียสละอาหารที่ตนกำลังจะกิน ให้แก่คนยากคนจนเหล่านี้   ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมที่   อัลลอฮ์ (ซ.บ.) มุ่งหวังจากมนุษย์ มันสูงมาก พิมพ์เขียวของการเป็นมนุษย์จึงอยู่ตรงนี้ ถ้ามนุษย์ไม่เป็นแบบนี้ ก็แปลว่า มนุษย์ไม่ตรงกับพิมพ์เขียวที่พระองค์สร้างให้มนุษย์เป็น เขาไม่ใช่มนุษย์ผู้สมบูรณ์ เราคงไม่ต้องไปดูเรื่องอื่นที่ไกลตัวออกไป เช่นเรื่องการเป็นนักรบ นักสงคราม นักปกครอง ที่มันไม่ได้มีผลต่อชีวิตของเรา  แต่ขอให้เรานำแบบอย่างชีวิตของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ที่มีผลต่อชีวิตของเรา นำมาเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของเราในโลกนี้  

ตัวอย่างเรื่องราวของอิมามอะลี (อ.) ณ เมืองกูฟะฮ์  ในตอนเที่ยงของเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเวลาที่ร้อนระอุ  อิมามอะลี (อ.) ได้ออกมาเดิน แล้วได้เห็นหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ริมถนน  จึงได้ถามหญิงนั้นว่า “มีอะไรเกิดขึ้นหรือ? ทำไมเจ้าถึงได้ออกมานั่งข้างนอกในขณะที่แดดกำลังร้อนระอุ”  หญิงคนนี้ก็ได้ตอบว่า “ฉันโดนสามีขับออกมาจากบ้าน”  ท่านอิมาม (อ.) จึงบอกให้หญิงนั้นพาท่านไปที่บ้าน เมื่อไปเคาะประตูบ้าน สามีของหญิงนั้นได้เปิดประตูออกมา  ท่านอิมาม (อ.) จึงถามชายสามีว่า “ภรรยาของเจ้ามีความผิดอะไรหรือ? ทำไมถึงได้ถูกขับออกมา ให้อยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุเช่นนี้”  แต่ชายสามีไม่ทราบว่าท่านอิมาม (อ.) คือใคร เขาจึงได้เอะอะโวยวายว่า แล้วท่านมายุ่งเรื่องอะไรของฉัน  และทันใดนั้นท่านอิมาม (อ.) จึงได้ชักดาบออกมา และกล่าวกับชายผู้นั้นว่า “เจ้าจงนำหญิงภรรยาเข้าไปในบ้าน หรือจะยอมให้ฉันตัดสินเจ้าด้วยคมดาบของฉัน”  เพราะว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีใครที่จะสามารถกดขี่มนุษย์ต่อหน้าอะลี (อ.) ได้  เมื่อมีเสียงดังเอะอะโวยวายดังขึ้น ชาวบ้านต่างก็ออกมาดู  ได้มีชายคนหนึ่งบอกแก่ชายผู้เป็นสามีของหญิงคนนั้นว่า “เจ้ารู้หรือเปล่าว่า เจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอมีรุ้ลมุอ์มินีน” ชายสามีตกใจมากจึงได้ก้มลงไปจูบเท้าของท่านอิมามอะลี (อ.) ท่านจึงกล่าวว่า “ที่เจ้าเช่นนี้มันไม่ใช่ แต่เจ้าจะต้องกลัวพระเจ้าในการกดขี่ ไม่ใช่กลัวฉัน หรือกลัวคมดาบของฉัน”   แหละนี่คือ แบบอย่างของการรับข่าวสาร รับรู้ทุกข์สุขของเพื่อนมนุษย์  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือ สิ่งที่เราจะต้องถูกสอบสวนในวันกิยามัต  เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อดำเนินชีวิตตามที่ตัวเองชอบ เช่น เพียงแต่นมาซ อ่านกุรอาน แล้วก็จบ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร นั่นไม่ใช่มนุษย์ในทัศนะของอิมามอะลี (อ.)  “มนุษย์จะต้องรับรู้เรื่องของมนุษย์ด้วยกันทุกเรื่อง ทั้งทุกข์และสุข และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นในสังคม เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อสิ่งเหล่านี้”   นี่คือ แบบฉบับของท่าน  อิมามอะลี (อ.) ซึ่งเป็นแบบฉบับที่มาจากพระมหามคัมภีร์อัลกุรอาน  

อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า “อันละซีนะฮุมอันศ่อลาติฮิมซาฮูน”   คือ ผู้ที่ละเลยต่อการนมาซของเขา ดังนั้น ความหมายของคำว่า “ซาฮูน”   ในนมาซก็คือ นมาซที่คิดว่าตัวเองเลอเลิศ (โอ้อวด) นมาซของผู้ที่หลงลืม (ในที่นี้ไม่ใช่ลืมอ่าน ลืมร่อกะอะฮ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราสามารถทำนมาซใหม่ได้) หมายถึง ผู้นมาซที่ไม่ได้มีพฤติกรรมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือคนยากคนจน ห้ามปรามการช่วยเหลือ ไม่สนับสนุนให้มีการช่วยเหลือ นี่คือ “ซาฮูน”  นมาซแล้วทิ้งสังคม คือ ซาฮูน   นมาซแล้วไม่รับผิดชอบศาสนา ก็คือ ซาฮูน    ดังนั้น เมื่อเขาซาฮูนแล้ว ความวิบัติก็จงประสบแก่ผู้ทำนมาซ   “ฟะวัยลุลลิ้ลมุศ้อลลีน”   แหละนี่คือสิ่งที่อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) และอัลกุรอาน พยายามที่จะอธิบายให้แก่เรา  

และในเรื่องราวอิมามซัยนุ้ลอาบีดีน (อ.) ผู้ที่ได้รับฉายาว่า “อัซซัจญาด”  ผู้ที่นมาซและสุหยูดมาก สุหยูดจนหน้าผากท่านด้านดำ จนต้องใช้มีดกรีดเนื้อที่ตายแล้วออกทุกปี  การที่เราได้รับรู้เรื่องราวของท่านเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องอิบาดะฮ์ นั้น ปรากฏว่าเมื่อมีการทำญะนาซะฮ์ ท่าน ก็ได้พบว่าที่แผ่นหลังของท่านนั้น ด้านดำเหมือนกับที่หน้าผาก  ตามริวายะฮ์ที่ได้รายงานว่า “แผ่นหลังของท่านดำ เหมือนกับที่หน้าผาก” ก็แปลว่านอกจากการสุหยูดต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) แล้ว ท่านก็ยังบริจาคต่อฟากิร มิสกีน ลูกกำพร้า เท่ากับที่ท่านได้สุหยูด ต่อพระองค์  ยิ่งสุหยูดต่อพระองค์มากเท่าไร ก็ช่วยเหลือคนยากจนมากเท่านั้น   ดังนั้น การที่อิมาม (อ.) ทำ  สุหยูดมากนั้น  ถ้าเราจะตามเยี่ยงท่านเราก็สามารถทำได้ เพราะมันได้เสียเงินทองอะไร แต่ถ้าจะให้แผ่นหลังดำเหมือนท่าน คือ ต้องบริจาคต่อคนยากจนเหมือนท่านนั้น  เรากลับคิดหนัก เพราะมันต้องบริจาคเงินทองที่มีอยู่ออกไป เพื่อช่วยเหลือดูแลสังคม  ดังนั้น ถ้าแผ่นหลังไม่ดำ แต่หน้าผากดำเพียงอย่างเดียงก็ไม่มีประโยชน์  เพราะว่าในฮะดิษมี “ผู้ที่แผ่นหลังดำจำนวนมาก ต้องถูกถูอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลงไปอยู่ในนรก”  ก็คือ คนที่นมาซแล้วลืมคนยากจน เด็กกำพร้า ลืมภาระหน้าที่ของตนที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ  

ดังนั้น ท่านอิมามอะลี (อ.) จึงเป็นแบบฉบับในทุก ๆ เรื่อง ของการที่จะทำมนุษย์ให้เป็น “มนุษย์ผู้สมบูรณ์”  และในเรื่องของความอดทน ถ้าเราดูความอดทนของนบีนุฮ์ นบียะกูบ และศาสดาต่าง ๆ ในความอดทนเหล่านี้ เมื่อนำมาเทียบกับความอดทนของอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (อ.) แล้ว ก็ไม่เท่าที่อิมามอะลี (อ.) มีอยู่ในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น ความอดทนต่อสู้ ความอดทนในการรักษาเอกภาพ ความอดทนในการรักษาอิสลาม เพื่อรักษารากฐานของอิสลามให้คงอยู่  ไม่ว่าท่านจะถูกทดสอบถึงขั้นไหน  เมื่อต้องอดทนที่จะให้อิสลามคงอยู่ ท่านก็ต้องอดทนที่จะต้องเห็นท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ.) ภรรยาอันเป็นสุดที่รัก ซึ่งมีสถานภาพที่สูงสุดต้องถูกทุบตีต่อหน้า จนกระทั่งต้องแท้งบุตรออกมา ท่านก็ต้องอดทน  เพราะว่าในบางครั้งเพื่อให้อิสลามคงอยู่ เราจะเห็นว่า “ไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการอดทน”  แม้ว่าท่านจะมีดาบซุลฟิก็อด ที่สามารถฟาดฟันมนุษย์ทั้งโลกได้ แต่ท่านก็ต้องหยุด  เพราะในขณะนี้เวลานี้ดาบนี้ไม่สามารถปกป้องอิสลามได้  สิ่งที่ปกป้องอิสลามได้ในขณะนี้ ก็คือ ความอดทน  แหละนี้คือความหมายของอายะฮ์ที่กล่าวว่า “อินนัลลอฮะมะอัซซอบิลีน”  แปลว่า อัลลอฮ์ทรงอยู่กับบรรดาผู้ที่อดทน (ซอบัร)  คำว่า “ซอบัร”  นั้นไม่ได้แปลว่า ซอบัรในเรื่องทั่วไป ๆ เช่น ถูกรถชน  แต่เป็นการซอบัรในเรื่องศาสนาอย่างแท้จริง   

และในแบบแห่งความรู้ท่านก็ได้แสดงไว้อย่างชัดเจนในตัวท่าน  อิมามอะลี (อ.) ท่านเป็นมนุษย์คนเดียวที่ทั้งมิตรและศัตรูยอมรับ มีเหตุการณ์หนึ่งหลังจากการเป็นชะฮีดของท่าน ได้มีศอฮาบะฮ์ของท่านเดินทางไปซีเรีย เมื่อมุอาวิยะฮ์ได้รู้เข้า ก็ให้จับตัวศอฮาบะฮ์คนนั้นมา แล้วได้กล่าวว่า “ไหนเจ้าลองบรรยายเกี่ยวกับอะลีให้ฉันฟัง”  และเมื่อศอฮาบะฮ์ได้บรรยายจบลง มุอาวิยะฮ์ถึงกับหลั่งน้ำตา ด้วยความซาบซึ้งและเสียดาย ที่มนุษย์เยี่ยงท่านอะลี (อ.) จะต้องจากโลกนี้ไป นั่นก็หมายความว่า มุอาวิยะฮ์นั้นยอมรับในการเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ของท่านอะลี (อ.) อย่างแท้จริง  แต่ด้วยความทะเยอทะยาน เขาจึงยังคงเป็นศัตรูของท่าน  และท่านอิมามอะลี (อ.) คือ ผู้ที่ยืนหยัดต่อความถูกต้อง และไม่ยอมประนีประนอมต่อผู้ใดทั้งสิ้น แต่ในกรณีที่จะต้องมีการประนีประนอมนั้น ท่านก็เป็นผู้ที่ยอมทุกอย่าง ไม่ว่าความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับท่านนั้นจะสักขนาดไหน  และท่านบอกว่าหลังจากการวะฟาตของท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ศ็อลฯ) เป็นเวลา 25 ปี ซึ่งอยู่ในยุคการปกครองของบรรดาอบูทั้งหลายนั้น ท่านบอกว่า “เหมือนหนามเท่ากับเมล็ดอินทผลัมนั้น อยู่ในดวงตาของฉัน”  แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อถูกสั่งว่า “ด้วยความอดทนนี้เท่านั้น ที่จะรักษาอิสลามให้คงอยู่ จนถึงวันกิยามัต”  และความรู้สึกของท่านนั้น เปรียบเสมือนมีกระดูกติดอยู่ที่คอ คือ มนุษย์ที่ชีวิตอยู่กับการทดสอบ และมนุษย์ที่ชีวิตทั้งชีวิต อยู่กับการแสดงแบบที่สมบูรณ์  ท่านเป็นมนุษย์คนเดียวที่ปฏิบัติตามสัญญาที่อาดัม (อ.) ได้ทำสัญญาไว้กับพระเจ้า เมื่อครั้งอยู่บนสรวงสวรรค์ว่า “จะไม่กินต้นข้าวสาลี” แต่นบีอาดัม (อ.) ไม่ได้ทำตามสัญญาที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงขอต่อท่าน ไว้ว่า “อย่าเข้าใกล้ต้นไม้ต้นนี้”  ซึ่งต้นนั้น ก็คือ ข้าวสาลี  แต่ในบรรดามัคลู๊คของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) มีมนุษย์คนเดียวเท่านั้น ที่ไม่เคยกินข้าวสาลี ก็คือท่านอิมามอะลี (อ.) นั่นเอง ท่านจะกินแป้งอีกชนิดหนึ่งที่แข็ง ซึ่งต้องแช่น้ำก่อนถึงจะกินได้  สาเหตุที่ท่านปฏิบัติเช่นนี้ ก็คือ เพื่อจะรักษาสัญญาของอาดัม (อ.) ที่ได้ให้ไว้กับพระผู้เป็นเจ้า  ดังนั้น ท่านจึงเห็นว่า ในโลกนี้ควรจะมีมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ฝ่าฝืน และยินยอมปฏิบัติทั้งสิ่งที่เป็นคำสั่งและคำขอจากพระองค์ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในเรื่องของคำสั่งใช้ของพระผู้เป็นเจ้านั้น  ไม่มี  นบีท่านใดฝ่าฝืน แต่สำหรับคำขอนั้นมีนบีบางท่านที่ไม่สามารถปฏิบัติตาม แต่สำหรับท่านอิมามอะลี (อ.) นั้น ท่านคือมนุษย์คนหนึ่ง ที่สนองตอบต่อพระบัญชาของพระองค์ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งใช้หรือคำขอจากพระผู้เป็นเจ้า  และนอกจากนี้ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงขอและทรงหวังจากนบีท่านอื่น  แต่นบีท่านอื่นไม่สามารถปฏิบัติตามได้ แหละท่านอิมามอะลี (อ.) นั้น ก็ได้ปฏิบัติความหวังและคำขอต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ซึ่งนี่เป็นความยิ่งใหญ่ และในค่ำคืนนี้เราก็ได้รำลึกถึงมหาบุรุษผู้นี้ มนุษย์ผู้ปฏิบัติทุกอักษรที่มีอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ปฏิบัติในทุกตัวอักษรที่พระองค์ทรงใช้ และละเว้นในสิ่งที่ห้าม ปฏิบัติในทุกตัวอักษรที่จะนำพาไปสู่ความสูงส่ง  มนุษย์ที่ทั้งอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และร่อซูลของพระองค์ เหล่ามวลมะลาอิกะฮ์ ได้สรรญเสริญเยินยอ  แต่วันหนึ่งชีวิตของเขาต้องมาอยู่ท่ามกลางเหล่าทรชนผู้ชั่วช้า และมนุษย์ผู้มืดบอด  หนึ่งในมนุษย์ที่ถูกมัซลูมที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์  พี่น้องลองพิจารณาดูว่า เมื่อข่าวการที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ถูกฟันในเมียะรอจ ในขณะที่ทำนมาซ หลังจากที่ขึ้นมาจากสุหยูดครั้งที่หนึ่ง และกำลังจะลงไปสุหยูดครั้งที่สอง  แต่เมื่อข่าวนี้แผ่ออกไปในแผ่นดินอิสลาม ปรากฏว่ามีมุสลิมจำนวนมาก แทนที่จะตกใจว่าอิมามอะลี (อ.) ถูกฟันทำไม และใครฟันท่าน  พวกเขากลับตกใจว่าอิมามอะลี (อ.) เข้าไปในมัสยิดทำไม??  และเขาถามว่า “กาเฟรคนหนึ่งเข้าไปทำอะไรในมัสยิด” ก็คือ เขาไม่ได้ตกใจที่อิมาม (อ.) ถูกฟัน แต่เขากลับตกใจว่า ทำไมให้การเฟรเข้าไปในมัสยิด นี่คือความมืดบอดของมวลมนุษยชาติ และนี่คือเหตุผลหนึ่ง ที่ชะตากรรมของโลกอิสลามจะต้องเป็นไปแบบนี้  จนกระทั่งถึงวันที่อิมามมะฮ์ดี (อ.) จะมา  มนุษย์จะต้องรับกับผลกรรมที่เขาปฏิเสธ  ที่เขาไม่รู้จัก ที่เขาไม่เข้าใจ “ฮุจตุ้ลลอฮ์” หรือ ตัวแทนของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) บนหน้าแผ่นดิน  ไม่เพียงแต่เท่านั้น แต่เมื่อวิญญาณของท่านได้ออกจากร่าง มัยยิตของท่านจะต้องแอบเอาไปฝัง และท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ.) ก็ต้องแอบเอาไปฝังเช่นกัน  เหตุผลอันหนึ่งที่จะต้องแอบก็เพราะว่า เหล่าศัตรู เหล่าทรชน และผู้เป็นศัตรูกับอัลกุรอานนั้น มีความเคียดแค้นต่อการปฏิบัติตนอย่างสูงส่งของท่าน  ถ้าหากมันรู้ว่าฝังอยู่ที่ไหน มันก็จะขุดขึ้นมาเผา  ดังนั้น กุโบรของอิมามอะลี (อ.) จึงถูกฝังเงียบเป็นเวลาเกือบหกสิบกว่าปี  ไม่มีการซิยารัต ไม่มีการเยี่ยมเยียน  มีเพียงคนจำนวนน้อยนิดที่ได้มีโอกาสร่วมญะนาซะฮ์  แหละนี่คือมัซลูมอันยิ่งใหญ่อันหนึ่งของท่าน  จนกระทั่งยุคสมัยได้เปลี่ยนไป และท่านอิมามญะอ์ฟัร อัซซอดิก (อ.) เป็นผู้ที่ได้มาเปิดเผยสิ่งเหล่านี้  ศัตรูที่สังหารท่านได้เลือกที่จะฆ่าท่านในคืนลัยละตุ้ลก็อดร์  โดยหวังว่าการกระทำนี้จะเป็น  อะมั้ลที่ดีเลิศสำหรับค่ำคืนนี้  แต่สำหรับท่านอิมามอะลี (อ.) นั้น ถือว่าเป็นเตาฟีกอันยิ่งใหญ่ที่ท่านได้พลีในค่ำคืนนี้  เหมือนกับพวกเราที่ในค่ำคืนนี้ บางคนอาจจะได้แค่เตาบัต บางคนอาจจะได้แค่ความพึงพอใจ บางคนได้เป็นชะฮีดในค่ำคืนนี้  ซึ่งแตกต่างกัน  ลัยละตุ้ลก็อดร์ของแต่ละคนอาจจะได้รับไปคนละอย่าง บางคนได้เตาบัต บางคนได้ชีวิตใหม่ บางคนได้รับความพึงพอใจจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) แหละบางคนได้รับการเป็นชะฮีด ในค่ำคืนที่ดีกว่าหนึ่งพันเดือน  ถึงแม้ว่าศัตรูที่สังหารท่านจะทำด้วยความเข้าใจผิด แต่ก็เป็นเตาฟีกอันหนึ่งที่อิมามอะลี (อ.) ได้รับ  เพราะท่านใฝ่ฝันที่จะได้เป็นชะฮีด มาตลอดระยะเวลา 60 ปี ทุกครั้งที่กลับมาจากสงครามและรอดชีวิต ท่านอะลี (อ.) จะมีใบหน้าที่เศร้าหมองและเต็มไปด้วยน้ำตา จนกระทั่งบางครั้งทนไม่ได้ต้องไปถามท่านร่อซูล (ศ็อลฯ) ว่า “ยา ร่อซูลุล ลอฮ์ อัลลอฮ์ไม่รักฉันดอกหรือ?”  นบีก็ได้มองไปที่ใบหน้าของท่านอิมาม (อ.) แล้วก็ร้องไห้    “อะลี วันนั้นจะต้องมาถึง อัลลอฮ์ จะให้เจ้าได้เป็นชะฮีดในค่ำคืนที่ดีที่สุด ที่ประเสริฐที่สุด” แล้วท่านนบีก็ได้ยื่นมือไปที่เคราของท่านอิมาม (อ.) แล้วบอกว่า “เคราอันขาวโพลนนี้จะเปลี่ยนเป็นสีเลือด และวันนั้นเจ้าจะเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ซึ่งวันนั้นฉันจะไม่อยู่เคียงข้างเจ้า”  เมื่อท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ยินคำสัญญาของร่อซูลุลลอฮ์  และท่านนบีก็ได้บอกคืนของมันด้วย  และนี่คือเหตุผลที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้รู้ตั้งแต่คืนที่ 19 ของเดือนรอมฎอน  ท่านจึงไม่กินอาหาร ท่านจึงออกไปข้างนอก เดินเข้าไปข้างใน คงอยู่ในอาการลุกลี้ลุกลน และกล่าว “ลาเฮาละวะลากู วะตะอิลลาฮ์ บิลลาฮ์”   ในวันแห่งการสัญญานั้นมาถึง  ท่านนบีได้บอกว่า “เจ้าจะเจ็บปวดเป็นอย่างมาก” เหตุผลที่ต้องเจ็บปวดอย่างมาก เพราะมันไม่ใช่ดาบอย่างเดียว แต่มันเป็นดาบที่อาบยาพิษ ดาบที่ดีที่สุด ที่คมที่สุด ที่แข็งแกร่งที่สุด ในวันนั้นได้ถูกซื้อในราคาหนึ่งพันดิรฮัม และค่ายาพิษอีก 1,000 ดิรฮัม  ดังนั้น อิมามอะลี (อ.) จึงต้องเจ็บปวดทั้งจากคมดาบและจากยาพิษ  ในขณะที่ท่านนบีได้บอกว่า ท่านจะต้องเจ็บปวดอย่างรุนแรงนั้น ท่านก็ไม่ได้เอ่ยถามว่า เจ็บปวดอย่างไร แต่ท่านได้ถามว่า “ยา ร่อซูลุลลอฮ์ ในขณะที่เจ็บปวดนั้น อะลียังรักษาศาสนาไว้ได้ไหม?”   ท่านไม่ได้เป็นห่วงถึงความเจ็บปวดเลย แต่ท่านกลัวว่าการเจ็บปวดนั้น จะทำให้ความสมบูรณ์ทางศาสนาต้องลดลง ซึ่งท่านร่อซูล (ศ็อลฯ) จึงได้ตอบว่า “แน่นอน ในวันนั้นเจ้ายังรักษาความสมบูรณ์ทางศาสนาไว้ได้”  และด้วยฤทธิ์ของคมดาบที่ฟันไปที่กลางศีรษะของท่าน จนแยกออกเป็นสองข้าง และด้วยฤทธิ์ของยาพิษที่ร้ายแรง ทั้งสองสิ่งนี้ได้ทำให้ท่านเจ็บปวดเป็นอย่างมาก  ในริวายะฮ์ได้กล่าวว่า เมื่อได้เอาผ้าสีเหลืองมาพันปิดบาดแผลนั้น บุคคลที่มาเยี่ยมบนเตียงของท่านอิมามอะลี (อ.) ได้บอกว่า เขาไม่สามารถที่จะแยกระหว่างผ้าสีเหลืองที่ปิดบาดแผล และใบหน้าของท่านได้  เนื่องจากใบหน้าของท่านเหลืองเหมือนผ้า ด้วยกับการที่เลือดได้ออกจากร่างกายท่านเป็นจำนวนมาก รวมทั้งพิษของยาพิษ จึงทำให้ตัวของท่านนั้นซีดเหลือง  พี่น้องลองนึกภาพคนที่ถูกฝันจนกะโหลกศีรษะนั้นแยกจากกัน  ในสภาพเช่นนี้ท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ยังได้มีวะซียัตอันหนึ่ง  

แน่นอน มนุษย์บางคนเราต้องดูที่วาระสุดท้ายของชีวิต แต่บางคนไม่ต้องดูถึงตอนนั้น ดูแค่ตอนรวยอย่างหนึ่ง ตอนจนอาจจะอีกอย่างหนึ่ง คนที่มีอีหม่านตอนจน ต้องดูอีหม่านของเขาตอนรวย คนที่มีอีหม่านตอนรวย ต้องดูอีหม่านของเขาตอนจน คนที่สุขสบายแล้วมีอีหม่าน ต้องลองดูอีหม่านของเค้าตอนที่เดือดร้อน ทุกข์ยาก คนที่มีอิสระแล้วมีอีหม่าน ให้ดูว่าตอนที่เค้าติดคุกแล้ว อีหม่านของเขาเป็นอย่างไร? มนุษย์บางคนได้ขายอีมานของเขาให้กับสิ่งเหล่านี้  ขายอีมานของเขาให้กับความจน  ขายอีมานของเขาให้กับความรวย  ขายอีมานตอนสุขสบาย ก็แล้วแต่ แต่ละคน มนุษย์บางคนไม่สามารถจะรักษาได้  ตอนหนึ่งที่ยากที่สุดสำหรับมนุษย์ ยากกว่าทุกตอนในชีวิต และไม่มีใครมีโอกาสได้สัมผัสล่วงหน้า เพราะมีแค่สัมผัสเดียว ก็คือ ตอนที่วิญญาณจะออกจากร่าง ซึ่งเรามีริวายะฮ์มากมายว่า ตอนที่วิญญาณใกล้ ๆ จะออกจากร่างของมนุษย์นั้น มนุษย์ที่เคยมีอีหม่านอย่างมากมาย แต่เพราะ “ซัคค่อละตุ้ลมูต”  ความเจ็บปวด ความวุ่นวาย ความยุ่งเหยิง ในตอนที่วิญญาณจะออกจากร่างนั้น มนุษย์จำนวนหนึ่งปฏิเสธอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า ในตอนที่เอียะติศ็อด  ในตอนที่ให้วิญญาณ เพราะอีหม่านนั้นไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับวิญญาณของเขา  ฉะนั้น ห้วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ต้องดูตอนนี้   

ท่านอัลลามะฮ์ มัจญ์ลิซีย์  ได้เขียนไว้ในหนังสือของท่านว่า “วะกานะมิน วะซียะติฮี ฟีฮา นะติน เอียะติศ็อด” ความว่า วะซียัตอันนี้   อะลี (อ.) ได้พูดในขณะที่ใกล้ที่จะให้วิญญาณ พูดไปแล้วก็กล่าว “ลาอิลาฮะอิลลัลอฮ์”   พูดไปแล้วก็สลบได้ แล้วก็กลับมาพูด  ซึ่งในที่นี้ได้นำมาเสนอเพียงไม่กี่ท่อนของวะซียัตนี้ ซึ่งเป็นวะซิยัตของเมาลาของเรา ห้วงเวลาสุดท้ายของบุรุษผู้สมบูรณ์ หรือกุรอ่านผู้สมบูรณ์ ได้กล่าวไว้ว่าอย่างไร?  ในบางตอนท่านได้เรียกอิมามฮะซัน (อ.) และอิมามฮุเซน (อ.) เข้ามา และได้บอกว่า “อูซีกุมา บิตักวัลลอฮ์ – โอ้ลูกรักของพ่อทั้งสอง ฉันขอสั่งเสียให้เจ้าทั้งสองจงมีตักวาต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.)”  นั่นหมายความว่า ในช่วงสุดท้ายของชีวิตอะลี (อ.) ก็ไม่ลืมตักวาที่มีต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) และก็ได้กล่าวต่อไปว่า “โอ้ลูกทั้งสอง จงอย่าได้ตามดุนยา จงอย่าได้วิ่งหาดุนยา แม้ว่าดุนยานั้นวิ่งมาหาเจ้า”  เอกลักษณ์หนึ่งของท่านอิมามอะลี (อ.) ในตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่ ก็คือ ท่านคือผู้ที่ตัดขาดจากดุนยา เพราะฉะนั้นในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังตัดขาดจากดุนยา  ซึ่งตรงนี้มีปรัชญาแฝงไว้มากมาย ว่า มนุษย์บางคนที่อยู่ในโลกนี้ วิ่งตามหาดุนยา  และหลาย ๆ คนที่ไม่ได้มามัจญ์ลิซในคืนนี้ ก็เพราะว่าเค้าวิ่งหาดุนยา  และถ้ามนุษย์พัฒนาตัวตน จนกระทั่งเค้าไม่วิ่งหาดุนยา ก็ไม่ใช่ว่าเค้าจะรอดพ้น เพราะการทดสอบต่อไป คือ ดุนยาจะวิ่งหาเขา  ดังนั้น อิมามอะลี (อ.) จึงบอกว่า  “เจ้าจงไม่ต้องเอามันทั้งสองอย่าง คือ ไม่ต้องวิ่งตามหาดุนยา และไม่ต้องหลงกล  ดุนยาเมื่อมันวิ่งตามหาเจ้า”  นี่คือวะซียัตสุดท้ายของท่าน  และสิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์ ก็คือ สิ่งที่ท่านได้สั่งเสียไว้ในห้วงสุดท้ายของชีวิต “วะลาตะอ์ซุฟา อะลาชัยอินมินฮา ซะวีอันกุมา” ความว่า “โอ้ลูกทั้งสอง จงอย่าได้เสียใจ จงอย่าได้ทุกข์ร้อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากดุนยานี้ ถ้าได้หลุดมือไป จงอย่าได้ทุกข์ จงอย่าได้เสียใจ จงอย่า ตะอัซซุฟ กับมัน”  และสิ่งที่อันตรายที่สุดที่ท่านได้สั่งเสียให้กับลูก คือ  “จงพูดแต่ความจริง จงพูดแต่สัจธรรม ในวันกิยามัตไม่มีคำพูดใดจะให้ประโยชน์แก่มนุษย์ นอกจากความจริงเท่านั้น และเจ้าทั้งสองจงทำการงาน โดยหวังรางวัลจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.)” ซึ่งหมายความว่า จงอย่าทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยที่ไม่มีรางวัลจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.)  และเมื่อมาถึงท่อนนี้ในบันทึกได้กล่าวว่า อิมามอะลี (อ.) ได้เรียกให้ทุกคนมารวมตัวกัน ทั้งลูกทั้งหลาน  และได้กล่าวว่า “อูซีกุมา วะญะมีอิ วะละดี วะอะฮ์ลี วะมันบะละบะค่อฮูคิตาบี”   ท่อนนี้อิมาม (อ.) วะซียัตให้กับทุกๆ คน  นั่นคือ วะซียัตให้กับมนุษยชาติ  คำว่า “อูซีกุมา”  คือ ฉันวะซียัตแก่เจ้าทั้งสอง โอ้ ฮะซันและฮุเซน  “วะญะมีอิวะละดี”  คือ และลูก ๆ ของฉันทุกคน “วะอะฮ์ลี”  คือ และครอบครัวของฉัน หมายถึง ภรรยา   “วะมันบะละค่อฮูคิตาบี”  คือ และใครก็ตามที่คำวะซียัตเหล่านี้ไปถึงเขา นั่นก็คือ การวะซิยัตให้กับพวกเรา ให้กับมนุษยชาติ  โดยท่านได้กล่าววะซิยัตว่า “เจ้าทั้งหลายจงเป็นศัตรูกับผู้กดขี่ทั้งหมด และจงเป็นผู้ที่ช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ในโลกนี้” อะเล็ม อุละมาอ์ ได้อธิบายไว้อย่างมากมายว่า ถ้อยคำ ๆ นี้ ถ้าได้นำไปติดประกาศไว้ที่สหประชาชาติ และปฏิบัติตามคำสั่งนี้ โลกมนุษย์จะไม่มีเสียงปืนดังขึ้นอีกต่อไป  ถ้ามนุษย์ได้มีมติว่า “มนุษย์ทุกคนจะต้องเป็นศัตรูกับผู้ที่กดขี่ และเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่”  หลังจากนั้นท่านอัลลามะฮ์ มัจญ์ลิซีย์ ได้บอกว่า ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้สลบไป นั่นคือ อาการที่ใกล้ในการที่จะถอดวิญญาณ พอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งท่านก็ได้กล่าว “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์”  คือ ได้จากไปด้วยกะลิเมาะฮ์ และเมื่อยังมีพลังอยู่ท่านก็ได้วะซิยัต ต่อว่า อัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ฟีอัยตาม”  มีความหมายว่า ฉันขอเตือนเจ้าด้วยพระนามของอัลลอฮ์ จงระวังเรื่องของเด็กกำพร้าทั้งหลาย   “อัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ฟียีรอนิกุม”  และเช่นเดียวกัน จงระวังต่ออัลลอฮ์ ในเรื่องเพื่อนบ้านของเจ้า อย่าชีวิตผ่านไปวัน ๆ หนึ่ง โดยที่เราไม่ได้รับรู้ข่าวคราวของเพื่อนบ้าน ไม่ได้รู้สถานภาพของเพื่อนบ้าน ไม่ได้รู้วิถีชีวิตของพวกเขา ไม่ได้รู้ถึงความทุกข์ร้อนของพวกเขา  และวะซียัตนี้สั่งกับทุกคน “อัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ฟีกุรอาน” เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว ท่านก็ยังไม่ลืมสั่งเสียมนุษยชาติ ถึงความสำคัญของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน  “ลายัซบิเกาะกุม บินอะมะลี บิฮีค็อยร่อกุม”  คือ จงอย่าให้ใครได้แซงหน้าพวกเจ้าในการปฏิบัติตามพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน  ซึ่งดูเสมือนท่านต้องการจะบอกว่า “ความสำเร็จของมนุษย์ คือการปฏิบัติตามคัมภีร์กุรอ่าน” และท่านได้กล่าวต่อว่า “อัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ฟิศศ่อลาฮ์” คือ จงอย่าลืมความสำคัญของนมาซ  “ฟะอินนะฮา อะมูนุดดีนิกุม”  มันเป็นเสาหลักของศาสนา  “อัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ฟิลญิฮาดิ บิอัมวาลิกุม วะอัมฟุซิกุม วะอันซินะติกุม”    จงอย่าลืมความสำคัญของการ ญิฮาด แต่เป็นการญิฮาดด้วยทรัพย์สินของพวกเจ้า ด้วยตัวของเจ้าเอง และด้วยลิ้นของเจ้า “อัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ลาตัดรุบุ อัมบิลมะอ์รูฟ วะนะฮีอะนิลมุงกัร”  จงอย่าได้ทิ้ง อัมบิลมะอ์รูฟ การตักเตือนกันในหมู่ของพวกเจ้า การกำชับกันในเรื่องของควาดี การห้ามปรามกันในเรื่องของความชั่ว   

และเมื่อได้กล่าวมาถึงท่อนนี้นั้น ท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ได้สั่งให้ทุกคนออกไปจากห้อง ยกเว้นลูกของฟาติมะฮ์ (ซ.) ซึ่งยังมีคำวะซียัตอีกคำหนึ่ง  ดังนั้น ลูกที่ได้เกิดจากมารดาอื่นก็ออกไปจากห้อง ทีละคน ๆ  ท่านอบุลฟัฎล์ อับบาส (อ.) คือ คนสุดท้าย  พอกำลังจะเดินออกไป ท่าน  อิมามอะลี (อ.) ได้บอกว่า “อับบาส เจ้าอยู่ เจ้าอยู่ด้วย”   ท่านอับบาส เมื่อได้ยินดังนั้นจึงหลั่งน้ำตาด้วยความภาคภูมิใจว่า  วันนี้  อะลี (อ.) ให้ฉันอยู่ในนามของการเป็นลูกของฟาติมะฮ์ (ซ.)  ดังนั้น ในห้องจึงมีท่านหญิงซัยหนับ (ซ.) อุมมุลกุลซูม อิมามฮะซัน (อ.) อิมาม   ฮุเซน (อ.) และท่านอับบาส (อ.)  หลังจากนั้นท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ได้เรียกอิมามฮะซัน (อ.) มา เพื่อสั่งเสียถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้  และได้เรียกท่านหญิงซัยหนับ (ซ.) และอุมมุลกุลซูม มาสั่งเสียถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น   แล้วท่านก็ได้เรียกอิมาม      ฮุเซน (อ.) และท่านอับบาส (อ.) มาพร้อม ๆ กัน  และท่านได้จับมือของอิมามฮุเซน (อ.) วางไว้ที่หน้าอกข้างหนึ่ง และจับมือท่านอับบาส (อ.) วางไว้ที่หน้าอกอีกข้างหนึ่ง  และได้บอกกับท่านอับบาส (อ.) ว่า  “เจ้าจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน นะลูก”  หลังจากนั้นท่านก็ได้ยกมือของอิมามฮุเซน (อ.) และมือของท่านอับบาส (อ.) ออกมา  และได้ใส่มือของท่านอิมามฮุเซน (อ.) ไปในมือของท่านอับบาส (อ.) และบอกกับอับบาส (อ.) ว่า “โอ้ อับบาส ฉันฝากฮุเซนให้กับเจ้าด้วย”    ซึ่งถือว่าเป็นการฝากฝังที่แปลก เพราะโดยปกติพ่อที่จะจากไปนั้น จะฝากน้องไว้กับพี่ และจะบอกพี่ว่า ดูแลน้องให้ดี ๆ นะลูก  แต่ในกรณีท่านอะลี (อ.) กลับบอกกับท่านอับบาส (อ.) ว่า  “ดูแลพี่ให้ดีนะลูก ฉันขอฝากฮุเซนไว้กับมือของเจ้า”   ในตรงนี้ก็เหมือนกับว่า ท่านอับบาส (อ.) ได้รู้อะไรบางสิ่งบางอย่าง จึงได้บอกกับท่านอิมามอะลี (อ.) ว่า “โอ้ พ่อจ๋า ถ้ามือของอับบาสยังอยู่ พี่ฮุเซนก็จะไม่มีวันเป็นอะไร”  และท่านอับบาส (อ.) ก็ไม่ได้ผิดคำสัญญากับอิมามอะลี (อ.)  ซึ่งความจริงแล้วทุกคนมีมุซิบัต ลูกของฟาติมะฮ์ (ซ.) ที่อยู่ในห้องนั้น อิมามฮะซัน ก็มีมุซิบัตที่ยิ่งใหญ่ ท่านหญิงซัยหนับก็มีมุซิบัตที่ยิ่งใหญ่ อุมมุล  กุลซูมก็มีมุซิบัตที่ยิ่งใหญ่  แต่สำหรับอะลี (อ.) แล้ว ไม่มีมุซิยัตใดจะยิ่งใหญ่ เท่ากับมุซิบัตของอบาอับดิลลาฮิลฮุเซน (อ.) และไม่รู้จะฝากใครให้ดูแล จึงได้ฝากพี่ไว้กับน้อง  ในริวายะฮ์บอกว่า ท่านได้ส่งมือของฮุเซน (อ.) ให้กับอับบาส (อ.) และจับมือสองมือกันไว้ให้แน่น  และบอกกับอับบาส (อ.) ว่า “พ่อฝากพี่ไว้ด้วยนะลูก จงใช้มือของเจ้าปกป้องฮุเซนของพ่อ”   และอับบาส (อ.) ก็ได้บอกว่า “พ่อจ๋า ถ้ามือของอับบาสยังมีอยู่ จะไม่มีใครทำอะไรพี่ฮุเซนได้”  และท่านอับบาส (อ.) ก็ไม่ได้ผิดสัญญาครับพี่น้อง (T_T)  

เหตุการณ์กัรบะลาที่เกิดขึ้นนั้น มือของท่านอับบาส (อ.) ไม่มีอยู่ทั้งสองข้าง  มุซิบัตทั้งหมด ทุกคนในหน้าประวัติศาสตร์ บนีฮะชิมนั้นรู้ว่า ถ้ามือของอับบาสยังมีอยู่ ไม่มีใครที่จะทำลายเมาลา และไม่มีใครสามารถที่จะทำลายลูกหลานได้   

และหลังจากนั้น ทุกคนก็ได้ออกไปจากห้อง ท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ได้กล่าว “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” จนกระทั่งสลบไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทุกคนก็ได้เรียก “ยา อะบาตา โอ้ พ่อจ๋า” แล้วท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ได้ฟื้นขึ้นมาจากการสลบอีกครั้งหนึ่ง และท่านได้ยิ้ม  บรรดาลูก ๆ ทั้งหมดก็สงสัยว่าท่านยิ้มอะไร? และท่านก็ได้บอกกับลูก ๆ ว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงร่อซูลุลลอฮ์ มารับฉันแล้ว ท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้ฝากสลามมายังพวกเจ้าทุกคน และได้บอกว่าอะลีเร็ว อะลีเร็ว ฉันและฟาติมะฮ์รอเจ้ามานานแล้ว”....หลังจากนั้น ท่านอิมามอะลี (อ.) ก็ได้กลับไปยังที่ที่ท่านได้มา ที่ที่สูงสุด ที่ที่สูงส่ง  แหละญะนาซะฮ์ของท่านก็ได้ถูกจัดขึ้นอย่างลับ ๆ และได้ถูกนำไปฝังในค่ำคืนอันมืดมิด ในสถานที่หนึ่งซึ่งท่านอิมามอะลี (อ.) ได้บอกเอาไว้ล่วงหน้า  แต่ในระหว่างเส้นทางก็ได้มีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น ท่านอิมามฮะซัน อัลมุจญ์ตะบา (อ.) ได้เล่าว่า ในระหว่างที่แบกไปฝังนั้น ฉันได้ผ่านไปยังบ้านร้างหลังหนึ่ง และได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของชายแก่คนหนึ่ง  ทั้ง ๆ ที่ฉันเศร้าอยู่กับญะนาซะฮ์ของพ่อ แต่ฉันก็รู้ว่านี่คือเสียงร้องของผู้ที่ทุกข์ยาก นี่คือลูกที่ผ่านการตัรบียะฮ์ ของอะลี (อ.)  อิมามฮะซัน (อ.) จึงได้จูงชายตาบอดคนนั้นไปจับมือของท่านอิมามอะลี (อ.)  ชายตาบอดคนนี้จึงได้บอกว่า “ใช่แล้ว เขาผู้นี้แหละ ที่ได้ป้อนอาหารให้ฉันทุกค่ำคืน แต่ทำไมมือของเขาจึงเย็นเป็นอย่างมาก” (T_T)  อิมามฮะซัน (อ.) จึงบอกว่า “โอ้ ลุงจ๋า ชายคนนี้เขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว”  และนี่คือมุมหนึ่งของเมืองกูฟะฮ์ที่ชายตาบอดได้สูญเสียเขาผู้นี้ไป  แต่ในเมืองกูฟะฮ์นั้น มันหนักยิ่งกว่า สามคืนแล้วที่ในแก้วของเด็กกำพร้าไม่มีนม สามคืนแล้วที่ในจานของเด็กกำพร้าไม่มีอินทผลัม เป็นเวลาสามคืนที่ไม่มีอาหารไปถึงเด็กกำพร้าเหล่านั้น  เพราะค่ำคืนนี้พ่อของเขา “อบูอัยตาม” ได้จากโลกนี้ไปแล้ว  วะลาเฮาละวะลากู วะตะอิลลาฮ์บิลลา ฮิลอะลียิลอะซีม....
LAST_UPDATED2
 
« เริ่มแรกย้อนกลับ123ถัดไปสุดท้าย »

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com