Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

บทความที่เกี่ยวข้อง

Who online?

เรามี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

171913
TodayToday41
YesterdayYesterday73
This weekThis week529
This monthThis month1669
AllAll171913



บทความทั่วไป

ในส่วนนี้เป็นการนำเสนอบทความ ที่ให้สาระความรู้ทั่ว ๆ ไป พีน้องท่านได้มีบทความดี ๆ ที่มีสาระน่าสนใจก็ขอเชิญส่งมาได้



เมื่อคำพูดของผู้รู้วะฮาบีทำให้อายาตุลเลาะฮ์ ของชีอะฮ์จนมุม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A. Alfaruq   
วันจันทร์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

เมื่อคำพูดของ ดร. อัลญะซาอิรีย์ ทำให้อายาตุลเลาะฮ์ ของชีอะฮ์จนมุมต้องหนี

ณ มัสยิดุลนบีในเทศกาลฮัจญ์ครั้งหนึ่ง

          ดร.อะบูบักร์ อัลญะซาอิรีย์  เจ้าของหนังสือ   هذه نصيحتي الي كل شيعي     (นี่คือคำตักเตือนของฉันยังชีอะฮ์ทั้งหลาย)  ซึ่งเป็นนักพูดที่โด่งดังและช่ำชองคนหนึ่ง  ในขณะที่กำลังสั่งสอนนักศึกษาจำนวนมากเขาได้กล่าวประณาม  ชีอะฮ์  ว่าเป็น  กาฟิร  เพราะเหตุที่ชีอะฮ์มีความเชื่อว่า  “แท้จริงแล้วหลุมฝังศพของท่านนบีนั้นประเสริฐกว่า บัยตุลเลาะฮ์”   พร้อมกับชี้ไปทางหลุมศพท่านนบีและกล่าวว่า “มันมีอะไรหรือที่นั่น ที่นั่นมันดียังไงถึงได้ไม่ละทิ้งมัน  พวกนี้มันเชื่อในเรื่อง ความเป็นสิริมงคล (ตะบัรรุก) ซึ่งเป็น ชีริก

          ในขณะนั้นเองหนึ่งในบรรดานักเรียนที่กำลังนั่งเรียนอยู่ด้วย ก็คือ ญะวาด มัรวี  ผู้รู้ที่ไม่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของชีอะฮ์  ซึ่งอยู่ในระดับ อายาตุลเลาะฮ์ ก็ได้เกิดการโต้เถียงกันขึ้นในเรื่องความสูงส่งของ กุบูรท่านนบี ถกไปถกมาหาข้อยุติไม่ได้จนสุดท้าย อายาตุลเลาะฮ์ มัรวี ผู้รู้ชีอะฮ์   จึงได้กล่าวกับ ดร.อัลญะซาอิรีย์  ผู้เป็นอุลามาอ์ของฝ่ายวะฮาบีว่า : -

          “ถ้าเช่นนั้นเรื่องนี้ผมขอกลับไปถามผู้รู้ของผมก่อน”

          เมื่อได้ยินดังนั้น ดร.อัลญะซาอิรีย์ ก็หน้าชื่นตาบานขึ้นมาทันที เพราะคำพูดว่า “ต้องกลับไปถามผู้รู้” จากปากอุลามาชีอะฮ์นั้น คือ การยอมรับในความพ่ายแพ้

อายาตุลเลาะฮ์ มัรวี  จึงกล่าวว่า  :   “ถ้าอย่างนั้นขอถามสักคำถามหนึ่งว่า อิบนุ กอยยิม นั้นเป็นใครกันหรือ?

ดร.อัลญะซาอิรีย์  :  อิบนุล กอยยิม คือลูกศิษย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ อิบนุ ตัยมียะฮ์

อายาตุลเลาะฮ์ มัรวี  :  “ถ้าเช่นนั้นท่านยอมรับในตัวอินุ กอยยิมรึปล่าวล่ะ?”

ดร.อัลญะซาอิรีย์  :  “ใช้แล้ว”

อายาตุลเลาะฮ์ มัรวี  :  “ถ้าท่านอุสตาซ ยอมรับใน อิบนุ กอยยิม ถ้าเช่นนั้นผมขอย้อนกลับไป  3  เรื่องที่เราคุยกันค้างอยู่เมื่อสักครู่นี้ คือ

         เรื่องที่ 1  คือ ความประเสริฐของหลุมฝังศพท่านนบี

อิบนุ กอยยิม ได้บันทึกในหนังสือ บะดาอิ อัลฟะวาอิด  (بدائع الفوائد)   เล่ม3 หน้า135   ซึ่งได้รายงานเรื่องหนึ่งจาก อิบนุ อะกีล  เชคแห่ง  มัซฮับฮัมบาลี  และ  อิบนุ กอยยิม  ก็ได้กล่าวยอมรับว่า อิบนุ อะกีล  กล่าวถูกต้องที่สุด   นั้น ก็คือ เรื่องที่มีชายคนหนึ่งถามกับ อิบนุ อะกีล ว่า :-

                    ห้องของท่านศาสดา ประเสริฐกว่าหรือ  กะบะฮ์

                   อิบนุ อะกีล  ก็ตอบว่า :   ถ้าหากเจ้าหมายถึงห้องว่าง ๆ เปล่า ๆ ของนบี แล้วล่ะก็  แน่นอนว่า อัลกะอฺบะฮ์นั้นย่อมประเสริฐกว่าเป็นแน่   แต่ถ้าเจ้าหมายถึง ห้องที่มีร่างของท่านศาสดาฝังอยู่ด้วย   ต่อให้เป็น อะรัช ของอัลเลาะฮ์  บนสรวงสวรรค์ จักรวาลและพิภพนี้ก็ไม่สามรถนำมาเทียบเคียงกับห้องของท่านนบีได้   เพราะว่า....

 " لان بالحجرة جسدا لووزن بالكونين لرجه "

 

.....ในนั้นมีร่าง ๆ หนึ่ง  ที่ซึ่งหากนำมาเทียบกับ  เกานัยน์ ” (ดุนยาและอาคิเราะฮ์)  และทุก ๆ สรรพสิ่ง ร่าง ๆ นั้นก็ยังสูงค่ากว่า

                   อิบนุ กอยยิม  จึงกล่าวว่า  :  เชคของเรา อิบนุ อะกีล กล่าวได้ถูกต้องและดีมาก

 1- الإمام ابن عقيل الحنبلي و ابن القيِّم الجوزية كما في بدائع الفوائد((فائدة(هل حجرة النبي أفضل أم الكعبة)قال ابن عقيل: سألني سائل أيما أفضل حجرة النبي أم الكعبة؟فقلت: إن أردت مجرد الحجرة فالكعبة أفضل ،وإن أردت وهو فيها فلا والله ولا العرش وحملته ولا جنه عدن ولا الأفلاك الدائرةلأن بالحجرة جسدا لو وزن بالكونين لرجح ))ابن القيم بدائع الفوائد ج3 ص655ونقل ابن القيِّم لها تحت عنوان (فائدة) تحت كتاب اسمه "بدائع الفوائد" وإقراره عليها يدل على أنَّه موافق لها غير منكر لها ..  

อายาตุลเลาะฮ์ มัรวี  จึงกล่าวกับ ดร.อัลญะซาอิรีย์ ว่า  : -

 يا دكتر انت تصرح ان هذه الحجرة والجسد التي فيها لايقام لها وزن ، وانت كتبت في كتابك "هذه نصيحتي الي كل شيعي" ان شيعه يحتمون بالجسد، يا دكترنحن لا نحتم بالجسد بل ابن العقيل وابن القيم احد علماءكم الكبار يقول ان جسد النبي افضل من الكونين. 

 

ท่านด๊อกเตอร์  ตอนนี้ท่านก็ยืนยันแล้วว่า ในห้องของนบีทีมีร่างของท่านฝังอยู่นั้นไม่มีสิ่งใดจะมาเทียบเคียงความสูงส่งได้   แต่ทำไมท่านจึงเขียนในหนังสือของท่านว่า :- พวกชีอะฮ์มัน ทำการตะบัรรุก (แสวงหาความเป็นศิริมงคล) กับศพคนตาย  

ท่านด๊อกเตอร์ ไม่ใช่แค่พวกเราหรอกหรือที่แสวงหาความเป็นมงคลจากร่างของศาสดา (ศ็อลฯ)  แต่ท่านก็คงเห็นแล้วว่าผู้รู้คนสำคัญของท่าน อย่างเช่น อิบนุ อะกีล  และเสาหลักของท่านอย่าง อิบนุ กอยยิม  กลับกล่าวว่า :- ร่างของท่านนบีนั้นประเสิรฐกว่าทุกสิ่งในดุนยาและอาคิเราะฮ์ แล้วท่านจะว่าอย่างไร?

ดร.อัลญะซาอิรีย์  -  ถึงกับก้มหน้านิ่งเงียบ

ท่านอายาตุลเลาะฮ์ มัรวี  จึงได้ถามว่า : -   شيخنا لم لاتجيب

 โอ้ท่านเชคของเรา ทำไมถึงไม่ตอบล่ะ

ดร.อัลญะซาอิรีย์   ก็ทำท่าทางอึกอัก ๆ ในคอและกล่าวว่า  : -

เออ คือว่า ผมยังไม่เคยอ่านหนังสือ บะดาอิ อัลฟะวาอิด เลย

ท่าน อายาตุลเลาะฮ์ มัรวี :   จึงถามกลับว่า  : -    هذا نقصك او نقصي

 

นี่มันเป็นข้อด้อยของผมหรือของคุณกันล่ะที่ไม่เคยอ่าน ทีนี้ผมขอถามต่อนะ

          เรื่องที่สอง คือท่านโจมตีเราในหนังสือท่านเรื่องการ ตะบัรรุก ” ว่าทำไม ชีอะฮ์  จึงทำการแสวงหาความ บะรอกัต กับชื่อของบรรดาอิมาม  ทำไมถึงแสวงหาความเป็นสิริมงคลกับอาหารที่จัดเลี้ยงในวัน อาชูรอ ทั้งที่นั่นเป็น ชีริก

          ในฐานะที่ท่านยอมรับใน อิบนุ กอยยิม ในหนังสือ  มะดาริญ อัล ซาลิกีน” (مدارج السالكين) เล่ม 2 หน้า168    อิบนุ กอยยิม  ได้บันทึกไว้อย่างภาคภูมิใจว่า :-

                    “ในพิธีฝังศพของ อิบนุ ตัยมียะฮ์  ชาวเมืองดามัสกัสได้เข้าร่วมถึงห้าหมื่นคนและ

 

 وشربوا مابقية من ماء غسله تبركا   

ได้ทำการดื่มน้ำที่เหลือจากการอาบน้ำศพของ อิบนุ ตัยมียะฮ์  เพื่อเป็นสิริมงคล (ตะบัรรุก)”

โอ้ท่าน ดร.อัลญะซาอิรี ย์   น้ำที่เหลือจากการอาบน้ำศพอิบนุ ตัยมียะฮ์นั้น เอามาทำตะบัรรุกได้  แล้วทำไมการที่เรา ตะบัรรุก กับนามของลูกหลานวงศ์วานอันบริสุทธิ์ของท่านนบี จึงถือว่าเป็นชีริก กระนั้นหรือ?

          เรื่องที่ 3 ในฐานะที่ท่านยอมรับในอิบนุ กอยยิม......

ทันใดนั้น ดร.อัลญะซาอิรีย์  ก็พูดขึ้นว่า : “ฉันไม่ได้ยอมรับ อินุ กอยยิม ไม่ใช่ทุกอย่างที่ อิบนุ กอยยิม พูดจะถูกทั้งหมด”

ท่านอายาตุลเลาะฮ์ มัรวี  จึงกล่าวว่า  :  “ก็เมื่อตะกี้ท่านเป็นคนพูดเองว่ายอมรับใน อิบนุ กอยยิม

ท่านอายาตุลเลาะฮ์  จึงหันไปถามสานุศิษย์ว่าใช้รึเปล่า  ซึ่งทุกคนก็บอกว่าใช่

ท่านอายาตุลเลาะฮ์ มัรวี จึงกล่าวต่อว่า  : -

“ฉันเข้ามานั่งเรียนกับท่านห้าคืนแล้ว  ท่านจะกล่าวชื่นชมยกย่อง อิบนุ กอยยิม ทุกคืน  หากท่านไม่ยอมรับในตัว อิบนุ กอยยิม มันก็เป็นเรื่องของท่าน  แต่ฉันยอมรับ อิบนุ กอยยิมในฐานะ ลูกศิษย์เอกของ อิบนุ ตัยมียะฮ์  ผู้เป็นเสาหลักของท่านเอง ในเมื่อศิษย์เอกบอกว่าสามารถทำการ ตะบัรรุก ได้                

          ดังนั้น พวกเรา ชีอะฮ์  ก็กล่าวเหมือนกันว่าสามารถทำการ ตะบัรรุก  หาความเป็นสิริมงคลได้   แล้วมันจะผิดตรงไหนหรือ??  ทั้ง ๆ ที่มันก็เหมือนกัน  แต่แล้วทำไมท่านจึงต้องมาทำการประณามดาทอเราด้วย 

“ต่อไปเรื่องที่สาม จะพูดหรือไม่พูดดี ..............เสียงจากทุกคนพูดพร้อมกันว่า พูดเลย ๆ พูดมา

เรื่องที่ 3 ท่านพูดถึง มุศฮัฟ ฟาฏิมะฮ์  (หนังสือของ ฟาฏิมะฮ์)  ในหนังสือของท่านว่า : -

                    การบอกเล่าในเรื่อง สิ่งเร้นลับ (เฆบ) นั้น  ถือเป็นการเข้าไปร่วมรู้ในสิ่งที่เป็น “เฆบ ซึ่งมันเป็นสิทธิจำเพาะของอัลเลาะฮ์ (ซบ.) เท่านั้น  ดังนั้น การเข้าไปร่วมในสิ่งที่เป็นเฉพาะของ พระองค์ถือว่าเป็น “ชีริก

                   แต่ อิบนุ กอยยิม  กล่าวในหนังสือ  มะดาริญ อัล ซาลิกีน” (مدارج السالكين)  เล่ม 1 หน้า 111   ซึ่งบันทึกไว้ว่า : -

                    อิบนุ ตัยมียะฮ์  ได้ทำนายอนาคตไว้หลายเหตุการณ์ด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ การพ่ายแพ้อย่างแน่นอนของกองทัพมองโกล   เราก็ได้ถามว่าท่านรู้สิ่งนี้มาได้อย่างไร อิบนุ ตัยมียะฮ์ อก็ตอบว่า ฉันอ่านมันจาก  เลาฮิลมะฮ์ฟูซ  ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางใน  เฆบ  ของอัลเลาะฮ์ (ซบ.) 

 “โอ้ท่าน ดร.อัลญะซาอิรีย์ นี่ก็ถือเป็นการร่วมรู้ใน เฆบ ” ของอัลเลาะฮ์ (ซบ.) เช่นกันใช่หรือไม่?

โอ้ท่าน ดร.อัลญะซาอิรีย์   หากการที่ ชีอะฮ์  กล่าวว่าท่านหญิง ฟาฏิมะฮ์ และบรรดาอิมาม นั้นล่วงรู้ในสิ่งที่เป็น “เฆบ ” ด้วยการที่อัลเลาะฮ์(ซบ.) สั่งให้ มลาอิกะฮ์ ดลใจนั้นถือเป็น ชีริก รึยังไง??  ดังนั้น การอ่านเองโดยตรงจาก “ เลาฮิลมะฮ์ฟูซ ” ของ อิบนุ ตัยมียะฮ์  ก็ต้องถือว่าเป็น มุชริก เช่นกัน”

ดร.อบูบักร์ อัลญะซาอิรีย์  ก็แสดงอาการปากสั่นมือสั่นและกล่าวว่า  :-

เจ้าเป็นใคร  มาจากไหน??  ต้องการจะมาสร้าง ฟิตนะฮ์ ในหมู่มุสลิมใช่มั้ย?? 

ท่านอายาตุลเลาะฮ์ มัรวี  ก็ตอบไปว่า  : -

“ฉันไม่ต้องการมาโต้เถียง ไม่ได้ต้องการมาสร้าง ฟิตนะฮ์ หรือความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น  ฉันเป็น ญาฮิล คนหนึ่ง และการถามของผู้ไม่รู้จากผู้รู้นั้น มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรกระทำอยู่แล้ว  ฉันแค่ต้องการคำตอบจากท่านเท่านั้นเอง”

         สุดท้าย ดร.อบูบักร์ อัลญะซาอิรีย์  ก็งัดไม้ตายออกมาจนทำให้ อายาตุลเลาะฮ์ มัรวี นั้นจนมุม  นั่นก็คือ :-

      ***“คุณจะไปเองหรือให้เราเรียกตำรวจ” *** 
LAST_UPDATED2
 
เค้ามีเมียสี่กันทั้งนั้น PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Alfaruq   
วันเสาร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

บทเรียนสอนใจ

By A. Alfaruq

เค้ามีเมียสี่กันทั้งนั้น

          กาลครั้งหนึ่งมีเศรษฐีคนหนึ่งมีภรรยาสี่คน ภรรยาคนที่สี่ นั้น เธอเป็นที่โปรดปราณของเศรษฐีเป็นอย่างมาก เขาจึงคอยระแวดระวังดูแล ซื้อโน่นซื้อนี่ให้เธอ  พร้อมทั้งได้แก้วแหวนเงินทองราคาแพง ๆ ให้มากมาย  ส่วนอาหารการกินนั้น เขาก็จะสั่งแต่อาหารที่ดีเลิศที่สุดให้เธอตลอดเวลา 

          นอกจากภรรยาคนที่สี่แล้ว เศรษฐีคนนี้ก็ยังรัก ภรรยาคนที่สาม อีกด้วย  เขามีความปลาบปลื้มในตัวเธอเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็กลัวและหวั่นใจเป็นอย่างมากว่า วันหนึ่งเธออาจจะจากทิ้งเขาไปและปล่อยให้เขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

          แท้ที่จริง ๆ แล้วเศรษฐีก็รักใน ภรรยาที่สอง อย่างเหลือคณานับเช่นกัน เธอเป็นคนที่มีความอ่อนโยนและมีความเมตตามาก  เธอเฝ้าเป็นห่วงเป็นใยและคอยดูแลเอาใจใส่เศรษฐีตลอดเวลา  ยามใดก็ตามที่เศรษฐีมีความทุกร้อนใจ  เขาก็จะปรึกษากับเธอ ซึ่งก็ทำให้เขามีกำลังใจที่จะฝ่าฟันอุปสักไปได้ทุกครั้ง

          ส่วน ภรรยาคนแรก นั้น เธอก็เป็นภรรยาที่มีความจงรักภักดีต่อเศรษฐีเป็นที่สุด เธอมีเข็มแข็งและอดทนเป็นอย่างมาก  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ความสำเร็จ ทรัพย์สินเงินทอง ความร่ำรวยต่าง ๆที่ เศรษฐีมีในวันนี้ก็ได้มาจากการช่วยเหลือในกิจการงานของภรรยาคนนี้แหละ  แต่ทว่าเศรษฐีกลับไม่เคยสนใจใยดีเธอเลย  ทั้ง ๆ ที่เธอนั้นมีความรักต่อสามีอย่างมากมาย  แม้สามีของเธอไม่เคยมีความรู้สึกเลยว่ามีเธออีกคนอยู่ในบ้าน  และทั้งการงานภายในบ้านทุกอย่างนั้นเธอเป็นคนทำและจัดการทั้งสิ้น

          และแล้ววันหนึ่งก็ได้มาถึง เศรษฐีเกิดป่วยขึ้นมา  และเขารู้ตัวดีว่าครั้งนี้พระผู้เป็นเจ้าคงจะไม่ปล่อยเขาแน่นอน  เมื่อเขารู้ว่าจะต้องตาย เขาจึงครุ่นคิดในทรัพย์สมบัติและได้พูดกับตนเองว่า

          “ตอนนี้แม้ว่าฉันมีเมียสี่คน และหากฉันต้องตายไป ฉันก็จะไม่เหลือใครอีกเลยและต้องโดดเดี่ยวแน่นอน”ดังนั้น เศรษฐีจึงตัดสินใจที่จะปรึกษากับภรรยาทั้งสี่คนของเขา เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ตนเองต้องถูกปล่อยไว้อย่างโดดเดี่ยวในอาลัมบัรซัค (โลกที่คั่นกลางระหว่างดุนยาและอาคิเราะฮ์) 

          เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเริ่มเรียกภรรยาคนที่รักที่สุด คือ ภรรยาคนที่สี่ มาพบและเขาโดยกล่าวกับเธอว่า“ฉันรักเธอที่สุดมากกว่าภรรยาคนอื่น ๆ คอยดูแลเอาใจใส่ให้ความสะดวกสบายแก่เธอทุกอย่างที่เธอต้องการ  และตอนนี้เธอจะตอบแทนความดีของฉันที่มีต่อเธอ ได้หรือไม่? ด้วยการไปอยู่เป็นเพื่อนกับฉันในสุสานได้มั้ย??  ภรรยาสุดที่รัก คนที่สี่ ได้เธอตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ไม่มีทาง” แล้วเธอก็ได้เดินจากเขาไปอย่างรวดเร็ว

          ด้วยหัวใจที่บอบช้ำจากสิ่งที่ได้รับเศรษฐีจึงได้หันไปกล่าวกับภรรยาคนที่สามว่า  “เธอรู้ใช่ไหม? ว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน? เธอยินดีที่จะไปอยู่เป็นเพื่อนฉันใช่ไหม??”  ภรรยาที่สามได้ตอบว่า  “แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้  การใช้ชีวิตในโลกนี้นั้นดีกว่าเป็นไหน ๆ  และที่สำคัญ คือ หลังจากนั้นฉันจะแต่งงานกับชายคนใหม่”

          ครั้งนี้หัวใจของเศรษฐีเหมือนโดนแช่แข็งอยู่ในช่องฟรีซ  เขาจึงหันไปทางภรรยาคนที่สองเป็นคนต่อมา พร้อมกับได้กล่าวว่า “เธอได้ช่วยเหลือฉันในทุก ๆ สถานการณ์มาโดยตลอด  ครั้งนี้ก็เช่นกันฉันต้องการขอความช่วยเหลือจากเธออย่างมากที่สุด มากกว่าครั้งไหน ๆ  ฉันคิดว่าเธอน่าจะช่วยฉันได้มากกว่าคนอื่น ๆ นะจ๊ะ” เมื่อนั้นเขาก็ได้รับคำตอบจากภรรยาที่ว่า  “คราวนี้มันต่างจากครั้งอื่น ๆ นะคะพี่  อย่างมากฉันก็ทำได้แค่ร่วมทางกับร่างที่ไร้วิญญานของคุณเพื่อไปส่งคุณได้แค่หลุมฝังศพที่กุบูรเท่านั้น  ถ้าหากคุณต้องการจะให้ฉันไปกับคุณได้ใกล้กว่านี้คงจะไม่ได้แน่ๆ.......ฉันต้องขอโทษด้วย ฉันเสียใจด้วยจริง ๆ”               

          นี่มันอะไรกันนี่?? ฉันจะไม่เหลือใครให้เป็นที่พึ่งพาได้เลยที่เดียวรึ!!  หัวใจของเศรษฐีได้แหลกเหลวเสมือนดังสายฟ้าฟาด  เขารู้สึกหมดหวังและเสียใจเป็นอย่างมาก  ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่ง!! ทำให้เศรษฐีต้องหันกลับไปมอง  มีเสียงของใครคนหนึ่งพูดว่า “ฉันจะไปกับท่านเอง ฉันพร้อมจะไปอยู่กับท่านในทุกหนแห่งที่ท่านต้องไป”   เจ้าของเสียงนั้น ก็คือ ภรรยาคนแรกนั่นเอง เธอมีสภาพเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เหมือนกับคนอดอยาก ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหาร  ใบหน้าของเธอซูบซีดมีแต่ความโศกเศร้าหมองหม่น โดยไม่เหลือร่องรอยของความสุขความสวยงามหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย  เศรษฐีเพิ่งสำนึกได้ เขาจึงก้มหน้าและพูดกับเธอด้วยเสียงอันสั่นเครืออย่างช้า ๆ ว่า   “ในวันนั้นที่ฉันมีความสามารถ  ฉันน่าจะดูแลและทำดีกับเธอให้มากกว่านี้......”

         นี่แหละคือบทเรียนสอนใจ!!  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราทุกคนล้วนมีภรรยาสี่คนกันทั้งนั้น?? ที่กล่าวมาเช่นนี้ก็หมายความว่า  ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตเราแล้วก็เป็น ดังนี้ 

           ภรรยาคนที่สี่ ก็คือ ร่างกายของเรานั่นเอง เรายอมลงทุนลงแรงเสียเวลาประคบประหงมทำให้มันหล่อ มันสวย แต่ในที่สุดมันกลับเป็นสิ่งแรกที่ทิ้งเราไป

          ภรรยาคนที่สาม คือ ทรัพย์สิน ถึงแม้ว่าเราจะรักมันมากมายซักเพียงใดก็ตาม พอเราตายทรัพย์สมบัติ เงินทอง ของมีค่าต่าง ๆ ที่เราสะสมไว้ก็กลายไปเป็นของคนอื่น

          ภรรยาคนที่สอง ก็คือ  ครอบครัวและเพื่อนฝูง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะใกล้ชิด สนิทสนมกับเราแค่ไหนสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไปกับเราได้แค่หลุมศพเท่านั้น

          ภรรยาคนที่หนึ่ง ก็คือ  รูฮ์ วิญญาณของเรา  ซึ่งส่วนมากแล้วพวกเรามักจะหลงลืมไม่ใส่ใจ และให้ความสำคัญกับมัน  ทั้ง ๆ ที่มันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราใช้ชีวิตของเราไปกับการดูแลร่างกายซึ่งปัจจุบันสินค้าประเภทนี้ขายดีที่สุด  และเราใช้ชีวิตทังปีหรือทั้งชีวิตของเราเพียงแค่หาเศษเงินทำให้ท้องอิ่ม เราสนุกครื้นเครงกับเพื่อนฝูงโดยหลงลืมตนเอง  ปล่อยเวลาทั้งชีวิตให้สูญเปล่าไปกับเรื่องไร้สาระ  ไม่ได้จัดการกับจิตวิญญาณที่เป็นมิตรแท้ซึ่งจะไปกับเราตลอดกาล  จิตวิญญาณที่คงอยู่ต่อไปไม่มีวันสูญสลายไปตามร่างกาย  ดังนั้น เมื่อเราได้ปล่อยปะละเลยไม่สนใจมัน  รูฮ์ ของเราก็จะหมดพลังและเรี่ยวแรงในวันที่เราต้องการเขาเป็นที่สุด

           พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทั้งหลาย ทั้งที่เป็นซุนนี ชีอะฮ์ ดะวะฮ์ วะฮาบี ฏอรีกัต  คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเดือนรอมฎอน เดือนอันทรงเกียรติ เดือนแห่งความจำเริญ  เดือนที่ทุกท่านได้ถูกรับเชิญให้เป็นแขกผู้มีเกียรติของพระผู้เป็นเจ้านั้น ได้เริ่มขึ้นแล้ว  เดือนที่พวกเราควรจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองให้ดีขึ้นกว่าสิบเอ็ดเดือนที่ผ่านมา  ดังนั้น จึงใคร่ขอเรียกร้องเชิญชวนให้พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายได้ขัดเกลาจิตวิญญาณของตนเอง  ละเลิกสิ่งที่ฮะรอมและสิ่งซึ่งจะนำมาซึ่งความไม่พึงพอพระทัยของพระองค์  ขอได้โปรดได้ละเว้นการโต้เถียง หรือตั้งกระทู้ที่จะนำไปสู่การโต้เถียง โดยเฉพาะปัญหาคิลาฟียะฮ์ระหว่างมัซฮับ  สำหรับพี่น้องผู้ศรัทธาที่รักท่านใดที่หยุดแล้ว  เราขอวิงวอนต่อเอกองค์อัลเลาะฮ์ (ซบ.) ขอพระองค์ได้ทรงตอบแทนในทุก ๆ ความดีงามให้กับท่าน  ส่วนพี่น้องท่านใดที่ยังไม่เริ่ม  ทุกอย่างก็ยังไม่สายที่จะเริ่มต้นใหม่  พี่น้องคงตะหนักดีแล้วว่าเดือนรอมฎอนนี้ทั้งเดือน  เราควรจะให้ความสำคัญกับ ภรรยาคนแรก ของเราให้มาก ๆ  ซึ่งแน่นอนแม้ว่าถึงเว็บบอร์ดจะฮอทเหมือนเดือนอื่น  แต่มันคงจะเป็นเว็บบอร์ดที่ได้สร้างเสริมจิตวิญญาณที่ดีงามให้แก่พวกเรา เดือนรอมฎอน   บรรดาเหล่าชัยฏอนมารร้ายถูกจองจำหมดสิ้น  เหลือก็แต่เพียง นัฟซฺ ของพวกเราเท่านั้น  ดังนั้น จงพยายามใช้โอกาสอันยิ่งใหญ่แห่งเดือนนี้ควบคุม ฝึกฝน และพัฒนามัน  ให้กลับคืนสู่ ฟิตเราะฮ์ เดิมของมันให้ได้ภายในเดือนนี้  เพื่อที่จะเราได้ประสบความสำเร็จและเฉลิมฉลองวันอีด อีดิลฟิตรฺ กันอย่างภาคภูมิใจ 

          สุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทุกท่านได้รับเตาฟีก และฮิดายะฮฺ ในโอกาสแห่งเดือนรอมฎอนอันจำเริญยิ่งนี้ กันทุกคน  

LAST_UPDATED2
 
คุณค่าทางจิตวิญญาณของหนังสือและห้องสมุด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Alfaruq   
วันศุกร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

คุณค่าทางจิตวิญญาณของหนังสือและห้องสมุด 

           ปัจจุบันกระแสความสนใจเกี่ยวกับมุสลิมมีมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่มีลักษณะในด้านลบ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง ความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับมุสลิม ทำให้สายตาของบุคลทั่วไปมองและเข้าใจว่ามุสลิมเป็นกลุ่มที่ล้าหลัง นิยมความรุนแรง ใช้กำลังในการแก้ปัญหา ซึ่งทั้งนี้เนื่องมาจากเป็นกลุ่มชนที่ไม่มีอารยธรรม ขาดการพัฒนาด้านการศึกษา แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่และใช้ประโยชน์อย่างเป็นปกติในชีวิตประจำวันโดยไม่มีผู้ใดนึกถึงที่มา ก็คือ ตัวเลขอารบิก ผู้ที่พัฒนานำเอาตัวเลขอารบิกมาใช้ในชีวิตประจำวันก็คือมุสลิม  กลุ่มชนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ไร้อารยธรรม ซึ่งจากอิทธิพลของตัวเลขอารบิก แสดงให้เห็นว่ามุสลิมไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน  หากเราย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของมุสลิม จะพบว่าในอดีตมุสลิมถูกรู้จักในฐานะของพ่อค้า ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการค้า การเดินเรือ มีหลักฐานกล่าวถึงพ่อค้ามุสลิมปรากฏอยู่ในหลายดินแดน เช่น ในประเทศจีน บริเวณมณฑลยูนาน ซินเกียง ไปจนถึงปักกิ่ง มีมัสยิดโบราณอายุเกือบพันปี  มีบันทึกของนักเดินเรือชาวจีนมุสลิม กล่าวถึงการเดินทางมายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และปรากฏในเอกสารของจีนและเขมรโบราณว่า  เรือสินค้ามุสลิมของพวกอาหรับและเปอร์เซียได้แวะเข้ามาจอดหลบคลื่นอยู่ตามอ่าวต่าง ๆ ของอาณาจักรจามปา

          ประเทศไทยก็ปรากฏหลักฐานว่ามีมุสลิมเข้ามาติดต่อด้วยเช่นกัน ในสมัยสุโขทัยจากข้อความบางตอนในศิลาจารึกหลักที่ 1 มีคำว่า “ตลาดปสาน” ซึ่งเป็นคำมาจากคำว่า “บอซอร” (barza,plaza) ในภาษาเปอร์เซีย ในสมัยอยุธยามีการขุดพบเหรียญทอง ซึ่งมีคำจารึกเป็นอักษรอาหรับอยู่ด้วย ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า กลุ่มชนมุสลิมนี้ เป็นกลุ่มชนที่มีความชำนาญทางด้านการค้า และการติดต่อต่างประเทศ         

          หากเราจะย้อนไปศึกษาถึงสาเหตุของความชำนาญการในด้านต่าง ๆ จะพบว่าสิ่งที่ทำให้มุสลิมเป็นผู้มีความสามารถนั้นก็เนื่องมาจาก การที่ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์อัล กรุอ่าน กล่าวว่า

                                  "ويزكيهم ويعلمهم الكتاب والحكمة"

      “จงทำการขัดเกลาพวกเขา และหลังจากนั้นจึงเริ่มด้วยการศึกษาคัมภีร์ และศึกษาวิทยปัญญา”

                                        (อาลิ อิมรอน : 164)         

          องค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของการศึกษาในอิสลามคือประสบการณ์ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์อัล กรุอ่าน กล่าวว่า

                             " قل سيروا في الارض فانظروا كيف بداءالخلق "

          “จงท่องเที่ยวไปบนหน้าแผ่นดินแล้วพิจารนาว่าพระองค์ใด้ทรงสร้างสรรพสิ่งอย่างไร”

                                            (อังกะบูต : 20)

นอกจากนี้ ยังมีวจนะจากท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า

                                  اطلب العلم من المهد الي الهد

                          “จงเริ่มศึกษาตั้งแต่อยู่ในเปล จนถึงหลุมฝังศพ”

                                        اطلب العلم ولو بالصين

                      “จงแสวงหาความรู้ มาตรแม้นว่าต้องไปไกลถึงเมืองจีน”

          ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้ประกาศศาสนาอิสลามเป็นต้นมา  ได่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงการศึกษา การพัฒนาความรู้ และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา  ดังนั้น เราจึงพบว่ามีห้องสมุดของมุสลิม  ได้จัดตั้งขึ้นนับเป็นเวลาพันกว่าปีที่ผ่านมา และห้องสมุดที่ปรากฏนั้นไม่ได้เป็นเพียงห้องเก็บหนังสือ หรือห้องเก็บของ แต่ห้องสมุดของพวกเขาเหล่านั้นมีรูปแบบ โครงสร้าง การใช้ประโยชน์และการบริการเป็นระบบ  และมีแบบแผนอย่างที่เราคาดไม่ถึง  ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นเครื่องหมายอย่างชัดเจนว่ามุสลิมมิได้เป็นกลุ่มชนที่ล้าหลัง  แต่การที่เราถูกปิดกั้นอยู่ต่างหากจึงทำให้เรามองว่ามุสลิม คือ ผู้ล้าหลัง

 

พัฒนาการทางการศึกษาของมุสลิม

          มื่อศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาการทางการศึกษาของอิสลาม ทำให้เราทราบและเข้าใจได้ว่าเมื่อหนึ่งพันกว่าปีที่ผ่านมา  กลุ่มชนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ล้าหลัง เร่ร่อนในทะเลทรายนั้น กลับมีการพัฒนาการทางด้านความรู้และมีความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่เราคิด กลุ่มชนนั้นมีการจัดระบบการศึกษาที่เป็นแบบแผน  มีสำนักเรียนและสำนักคิดเกิดขึ้น ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าในช่วงต้นศตวรรษที่สองของอิสลาม  ได้มีสำนักคิดต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย  สำนักคิดที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุด คือ สำนักคิดของชีอะฮ์   และช่วงนี้ถือเป็นยุคทองของสำนักคิดชีอะฮ์  โดยการนำของอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ ศอดิก (ฮ.ศ. 148) โดยมีการบันทึกไว้ว่า ในมัสญิด อัลนบี (มะดีนะฮ์) ที่อิมามญะอฺฟัร อัศ ศอดิก (อ.) เป็นผู้จัดการเรียนการสอน มีนักเรียนเกือบ 1000 คน บางคนก็คือผู้นำหรือหัวหน้าของสำนักคิดซุนนี เช่น อิมามอะบู ฮะนีฟะฮฺ (ฮ.ศ.150) (หัวหน้ามัซฮับฮะนะฟีย์) ซึ่งกล่าวไว้ว่า

 

لولا السنتان لهلك النعمان

 

“มาตรแม้นไม่มีสองปีนั้น(ที่ได้เรียนกับญะอฺฟัร อัศ ศอดิก) นุอฺมาน (อบู ฮะนีฟะฮ์) คงต้องหายนะแน่นอน”[1]

 

 นอกจากนี้ อิมามมาลิก บิน อะนัซ (ฮ.ศ.179) (หัวหน้ามัซฮับมาลีกี) ซึ่งเป็นอาจารย์ของอิมามชาฟิอี (ฮ.ศ.204) (หัวหน้ามัซฮับชาฟิอี)  และอิมามอะฮมัด บิน ฮัมบัล (หัวหน้ามัซฮับฮัมบาลี) ก็เป็นลูกศิษย์ของอิมามชาฟิอีอีกทอดหนึ่ง[2]  ท่านเหล่านี้ได้เรียนวิชาจากอิมามญะอฺฟัร อัซ ศอดิก (อ.) ซึ่งสำนักคิดต่าง ๆ เหล่านั้นก็ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

          ในช่วงยุคกลางของอิสลาม ชาวมุสลิมให้ความสำคัญกับความรู้ หนังสือ การศึกษา เป็นอย่างมาก การศึกษาได้รับการพัฒนาถึงจุดสูงสุด ประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญของหนังสือ มีความรู้สึกและเข้าใจถึงคุณค่าของหนังสือ ซึ่งเราอาจจะไม่เคยคิดว่ากลุ่มชนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ถือดาบอยู่ในมือนั้น จะมีความก้าวหน้าและพัฒนาทางความรู้ถึงเพียงนี้



[1] อับดุลฮะลีม ญุนดี  อิหม่ามญะฟัร อัศ ศอดิก. หน้า 252.

[2] แหล่งเดิม. หน้า 175.

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม.....

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด
LAST_UPDATED2
 
« เริ่มแรกย้อนกลับ123ถัดไปสุดท้าย »

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com