Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

บทความที่เกี่ยวข้อง

Who online?

เรามี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

171912
TodayToday40
YesterdayYesterday73
This weekThis week528
This monthThis month1668
AllAll171912



การบรรยายศาสนธรรมในค่ำคืนแห่ง “ก็อดร์ (1) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันอังคารที่ ๓๐ พฤษจิกายน ๒๕๔๒ เวลา ๐๗:%M
การบรรยายศาสนธรรมในค่ำคืนแห่ง “ก็อดร์”    โดย : ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี
ณ มัสยิดรูฮุลลอฮ์ นครศรีธรรมราช รอมฎอน 1430
ถอดคำบรรยายจาก VCD ของ อะฮ์ลุลบัยต์ อะคาเดมี (ประเทศไทย) : Binti Ismaeil

บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรร่อฮีม 
๑. อินนาอันซัลนาฮุฟีลัยยาติลก็อดรฺ   ๒. วะมาอัดรอกะมาลัยละตุลก็อดรฺ  ๓. ลัยละตุลก็อดริค็อยรุมมินอัลฟิชะฮรฺ  ๔. ตะนัซซะลุลมะลาอิกะตุวัรรูฮุฟีฮาบิอิซนิร็อบบิฮิมมินกุลลิอัมร์  ๕. ซะลามุนฮิยะฮัตตามัฏละอิลฟัญร์

อัลฮัมดุลิลลาฮ์  ขอชุโกรต่อพระองค์ ที่ได้ให้ชีวิตของพวกเราทุกคน ได้ดำรงอยู่จนถึงค่ำคืนนี้อีกครั้งหนึ่ง ค่ำคืนอันยิ่งใหญ่ ค่ำคืนที่ประเสริฐกว่าหนึ่งพันเดือน  ค่ำคืนหนึ่งซึ่งถ้ามันได้ผล ก็จะมีคุณค่าเท่ากับชีวิตหนึ่งของมนุษย์หนึ่งพันเดือน หรือรวมแล้วเท่ากับสิบกว่าปี  ชีวิตของมนุษย์ทั้งชีวิตที่ได้ดำเนินมานั้น ถ้าเขาประสบความสำเร็จในค่ำคืนนี้ ถือว่าชีวิตของเขานั้นสมบูรณ์มีคุณค่า  ถ้าเขาได้รับการอภัยจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในค่ำคืนนี้ ถือว่าชีวิตของเขานั้นสมบูรณ์แล้ว  ถ้าเขาได้รับความพึงพอใจ ซึ่งสูงกว่าการให้อภัย ตำแหน่งของเขาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก  และถ้าพระองค์ได้เหลียวมามองเขาในค่ำคืนนี้ ก็จะยิ่งนำความสูงส่งมาสู่ชีวิตของเขา  เหมือนกับหลาย ๆ คน ในอดีตที่ได้รับบาร่อกะฮ์แห่งค่ำคืนนี้   
 
คืนลัยละตุลก็อดร์  เกี่ยวข้องกับสิ่งสองสิ่งที่สำคัญ คือ เป็นค่ำคืนของเรื่องราวแห่งอัลกุรอาน และเรื่องราวแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)  สิ่งอื่น ๆ  ที่เราทำในคืนลัยละตุลก็อดร์ เป็นเพียง อะดัฟ ในที่จะเข้าสู่บาร่อกะฮ์ของ 2 สิ่งนี้  อะมั้ลอิบาดะฮ์ ที่ทำในค่ำคืนนี้ก็เพื่อที่จะนำเราเข้าสู่ฮากีกัตของทั้งสองสิ่ง คือ อัลกุรอาน และอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)  หรือสิ่งหนักสองสิ่ง (ซึ่งถ้าเจ้ายึดมั่นต่อทั้งสองสิ่งนี้อย่างแข็งขัน เจ้าจะไม่มีวันหลงทาง  

นิยาม ของคำว่า
 “หลงทาง” ของมนุษย์มีมากมาย  ดังเช่น หลงทางในเรื่องของศาสนา  หลงทางจากการเป็นมนุษย์ที่แท้จริง  หลงทาง ออกจากการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  หลงทางที่จะนำตัวเองไปสู่ความใกล้ชิดยังพระองค์  ดังนั้น หลักประกันที่จะป้องกันไม่ให้เราหลงทาง จากทุกสิ่งทุกอย่างที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ประสงค์จากเรา ก็คือ การยึดมั่นในสองสิ่งนี้  เนื่องจากอัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาในค่ำคืนนี้  และทุก ๆ คัมภีร์ถูกประทานลงมาในเดือนรอมฎอน  ซึ่งในบางริวายะฮ์ ได้กล่าวว่า ซุฮุฟิอิบรอฮีม  ได้ถูกประทานลงมาในคืนที่หนึ่งของเดือนรอมฎอน  เตารอต ได้ถูกประทานลงมาในคืนเจ็ดของเดือนรอฎอน  อิลญีน ได้ถูกประทานลงมาในค่ำคืนที่สิบห้า  ซะบูร ได้ถูกประทานลงมาในค่ำคืนที่สิบเจ็ด  ซึ่งเหล่านั้นเป็นคัมภีร์เบื้องต้นแห่งมนุษยชาติ   ดังนั้น จะเห็นว่าทุกคัมภีร์ที่บริสุทธิ์ ได้ถูกประทานลงมาในเดือน    รอมฎอนจนกระทั่งถึงคัมภีร์สุดท้าย คือ อัลกุรอาน  เราจึงต้องคว้าและใช้ประโยชน์จากสองสิ่งนี้ให้มากที่สุดในชีวิตของเรา
 

แท้จริงแล้ว อัลกุรอาน ก็เป็นมัซลูมหนึ่งในหมู่มนุษยชาติ  บางครั้งผู้ที่ความต่อรักอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) อาจจะรับรู้ อาจจะรู้สึก และเข้าใจได้ถึงการเป็นมัซลูมของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)  ตามศักยภาพของสติปัญญาและความรู้ของแต่ละคน  แต่มีอีกมัซลูมหนึ่งที่มนุษย์ไม่ได้ให้ความสนใจ ก็คือ อัลกุรอาน  ซึ่งในวันกิยามะฮ์ อัลกุรอานจะทำการอุทธรณ์ ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ว่าเขาได้ถูกทอดทิ้งในโลกนี้  ในคัมภีร์อัลกุรอาน มีหลายโองการที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้เรียกร้องมนุษย์ให้เข้าใจและรู้จักกับอัลกุรอาน  หนึ่งในโองการที่สำคัญโองการหนึ่ง ที่จะชี้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของคัมภีร์นี้ ก็คือ โองการที่อยู่ในซูร่อตุลวากิอะฮ์  ซึ่งเป็นซูเราะฮ์ที่มีริวายะฮ์มากมายสนับสนุนให้อ่านทุกวัน เป็นซูเราะฮ์ที่มีความสำคัญ  แม้แต่คนที่อ่านเพื่อหวังริสกีจากโลกนี้ ก็สนับสนุนให้อ่านทุกวัน ทั้งเช้า-เย็น มีความลับมากมายถูกซ่อนไว้ในซูเราะฮ์นี้  แต่ถ้าจะถามถึงจุดที่สำคัญที่สุด  บรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) และอะเล็ม อุละมาอ์ชั้นสูง  ได้ชี้ไปที่โองการที่ 75-81 ซึ่ง  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้เริ่มต้นของเนื้อหาในท่อนนี้ ด้วยคำสาบานที่สิ่งใหญ่ “ฟะลาอุ๊กซิมุบิมะวากิอินนุญูม”   คือ ขอสาบานด้วย “มะวาเกียะอ์” หรือจุดตั้งของดวงดาวต่าง ๆ  ถ้าใครมีความรู้ทางดาราศาสตร์ ก็จะรู้ว่าจุดตั้งของดวงดาวนั้นมีความสำคัญอย่างไร ต่อจักรวาลทั้งหมด  นักวิทยาศาสตร์ได้บอกว่า ถ้าหากดวงดาว ดวงหนึ่งดวงใดเคลื่อนไปจากจุดตั้งของมันเพียงดวงเดียว จักรวาลทั้งผองก็จะกลายเป็นจุลมหาจุล  ดังนั้น ความสำคัญของ “มะวาเกียะอ์”  คือ จุดตั้งของดวงดาว  และสากลจักรวาลที่ดำเนินไปตามสภาวะปกติ ไม่ได้เกิดเภทภัยร้ายแรงก็เพราะดวงดาวนั้นตั้งอยู่ในที่ตั้งของมัน  และโองการที่ตามหลังมาก็บอกถึงความยิ่งใหญ่ของคำสาบานนี้  โดยบอกว่า  

“วะอินนะฮูละก่อซะมุลเลา ตะอ์ละมูนะอะซีม”   จงรู้ไว้นะ ว่าคำสาบานนี้ ถ้าเจ้าได้รู้ มันยิ่งใหญ่มาก  ดังนั้น เมื่อมนุษย์รู้  เขาก็จะต้องถามว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา ต้องการจะบอกอะไร?  และพระองค์ก็ได้ทรงบอกต่อไปว่า...  

อินนะฮู ละกุรอาน นุงกะรีม”  จงรู้ไว้ว่า นี่คือ คัมภีร์ที่กะรีม คัมภีร์ที่ใจดี คัมภีร์ที่ให้อย่างล้นเหลือ นั่นคือ กุรอานที่ทรงเกียรติ  แต่แท้จริงแล้ว คำว่า “กะรีม”  ในภาษาอาหรับ แปลว่า การให้อย่างล้นเหลือ การให้อย่างเหลือคณานับ ไม่มีขอบเขต และผู้ให้เช่นนี้ ก็คือ ผู้ที่มีเกียรติ  และในอายะฮ์ถัดไปกล่าวว่า... 

“ฟีกิตาบิมมักนูน”  ได้บอกที่มาหรือที่อยู่ว่า กุรอาน ได้อยู่ในบันทึกที่ถูกเก็บไว้อย่างดี อย่างมิดชิด เปรียบเสมือนการเก็บมุกของหอย นั่นคือ สถานที่สูงสุด (เลาฮิมมัฟฟูซ) คือ สถานที่ที่สูงสุด   

“ลายะมัซซุฮู อิลลัลมุเฏาะฮารูน”  แปลว่า ไม่มีใครไปถึงหรือสัมผัสได้ นอกจากผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์  ความหมายของอายะฮ์นี้ ก็คือ แต่เดิมไม่มีใครสามารถสัมผัสคัมภีร์นี้ได้  เบื้องต้นคัมภีร์นี้อยู่กับผู้ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง  ไม่มีใครสัมผัสคัมภีร์นี้ได้ หรือไม่มีใครสามารถใช้ประโยชน์จากคัมภีร์นี้ได้  นอกจากผู้ที่ “มุเฏาะฮารูน” เท่านั้น  ความสะอาดบริสุทธิ์ หรือ มุเฏาะฮารูน ตรงนี้  แม้แต่มวลมะลาอิกะฮ์ ก็ไม่สามารถไปถึง  แต่มีคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้  ดังนั้น เมื่อพระองค์ได้ทดสอบความรู้ต่อมวลมะลาอิกะฮ์  เหล่ามะลาอิกะฮ์ก็ตอบว่า “เราไม่รู้ในสิ่งเหล่านี้เลย” ถ้าจะอธิบายง่าย ๆ ก็คือ แม้แต่มะลาอิกะฮ์ ก็ไม่สามารถแตะต้องได้   

แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่  อัลลอฮ์ (ซ.บ.) จึงได้  “ตันซีลุมมิรฺร็อบบิลอาละมีน”  คือ มันถูกส่งลงมาจากพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล  ด้วยเหตุนี้การประทานอัลกุรอานมาให้มนุษยชาติ จึงต้องใช้คำว่า “ตันซีลุน”  หรือ “อินซาน” หมายถึง  ดึงลงมา หรือทำให้มันต่ำลงมา ๆ  เพื่อให้มวลมนุษย์สามารถเข้าใจได้   และถ้าเราย้อนกลับไปดูจะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านั้น อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้สาบานที่ยิ่งใหญ่ว่า “ถ้าเจ้ารู้ว่าเป็นคำสาบานที่ยิ่งใหญ่ และที่มาที่ไป และที่อยู่ของคัมภีร์นี้ ยิ่งใหญ่ขนาดไหน”   

ดังนั้น เมื่อเราได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานแล้ว  พระองค์จึงตรัสถามว่า “อะฟะบิฮาซัลฮะดีซิ อันตุมมุดฮินูน”  ด้วยเรื่องราวเหล่านี้ หรือคัมภีร์เล่มนี้หรือ? ที่พวกเจ้า “มุดฮินูน  ภาษาอาหรับแปลว่า น้ำมันเลื่อนไหล  แต่ในสำนวนอาหรับจะใช้คำว่า “มุดฮิน”  ในความหมายที่แปลว่า “การดูหมิ่น ดูแคลน”  ฉะนั้น ตรงนี้พระองค์จึงประสงค์จะถามว่า กับคัมภีร์แบบนี้หรือ? ที่เจ้ามองข้ามมัน ที่เจ้าไม่ได้อ่านมัน ที่เจ้าไม่ได้รับทางนำ ที่เจ้าที่ยังอ่านมันไม่ได้   

ดังนั้น ทุกแง่มุมที่มนุษย์มองข้ามอัลกุรอาน ก็คือ ดูหมิ่นอัลกุรอาน  และเมื่อเค้าดูหมิ่นอัลกุรอานแล้ว เขาจะไปตอบพระองค์เช่นไร?  ดังนั้น คนที่อ่านไม่ได้ ก็จะต้องตอบต่อพระองค์ในข้อหานี้ด้วยว่า ทำไมถึงอ่านไม่ได้  หรือกับคนที่ไม่ได้อ่าน  หรือแม้แต่อ่าน เขาก็จะอ่านเพียงแต่ “ยาซีน” เพื่อหวังผลให้บิดามารดาพ้นจากการลงโทษ  โดยไม่ได้อ่านทั้งเล่ม เช่นนี้ก็เหมือนกับการดูหมิ่น  หรือผู้ที่อ่านเก่ง อ่านไพเราะ อ่านทุกวัน  แต่ไม่รู้ว่าเขาอ่านอะไร นั่นก็เหมือนกับการดูหมิ่นคัมภีร์อีกเช่นกัน  เนื่องจากจุดประสงค์ของพระองค์ที่ได้ประทานคัมภีร์ลงมา ก็เพื่อ “ฮุดันลินมุตตะกีน”  เพื่อจะพามนุษย์ไปสู่สิ่งเร้นลับที่เค้ามองไม่เห็น ไม่รู้จัก และรับรู้ถึงสิ่งมหัศจรรย์ในการสร้างของพระองค์  ดังนั้น คดีของเรากับกุรอ่าน จึงเป็นคดีที่หนักที่สุดในวันแห่งการพิพากษา  ซึ่งมีสองเรื่องที่มนุษย์จะต้องตอบกับพระองค์ในวันกิยามัต เรื่องที่หนึ่ง ก็คือ อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) เรื่องที่สอง ก็คือ อัลกุรอาน  และด้วยคัมภีร์นี้เอง หากอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ไม่ได้ถูกส่งลงมาในโลกนี้  คัมภีร์นี้ก็จะไม่มีวันถูกประทานลงมา เพราะไม่มีใครสามารถรับได้  ดังที่กุรอานก็ได้บอกไว้ชัดแจ้งว่า ถ้าลงมายังภูเขา ภูเขาจะแตก ถ้าลงมายังฟากฟ้า ฟากฟ้าแตก  และมะลาอิกะฮ์ก็ไม่ความสามารถรับได้  และนี่คือเหตุผลที่สองสิ่งนี้ถูกสร้างคู่กันมา จากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง และคู่กันกลับไป ดังใน ฮะดิษษะกอลัยน์  ที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “สองสิ่งนี้จะไม่แยกจากกัน จนกระทั่งกลับไปพบกับฉันอีกครั้งหนึ่ง ที่สระน้ำอัลเกาษัร”  

สวรรค์ คือมะกอมของมนุษย์ที่เข้าใจในคัมภีร์อัลกุรอานเท่านั้น  มีฮะดิษที่กล่าวว่า คนที่เป็นชะฮีดแล้ว ก็ยังเข้าสวรรค์ไม่ได้ ต้องไปเรียนคัมภีร์กุรอานกับมะลาอิกะฮ์ก่อน จึงจะได้เข้าสวรรค์  แต่ว่าเราเองกลับมองข้ามอัลกุรอาน  ไม่ได้สนใจใยดี  ทั้ง ๆ ที่กุรอ่านให้ทุกอย่างกับมนุษย์ ให้ทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์แก่เรา  คัมภีร์ที่สามารถรักษาโรคได้ ทั้งโรคทางกายและโรคทางจิตวิญญาณ  ขึ้นอยู่กับว่า เราศรัทธาและให้เกียรติกุรอานสักเพียงใด แต่ก็มีบางคนที่อ่านกุรอานแล้ว กุรอานกลับสาปแช่งเขา เช่น อ่าน “ศอด” เป็น “ซีน”  และอ่าน “ซีน” เป็น “ษา”  เขาออกเสียงไม่ถูกต้อง  กุรอาน ก็ตอบโต้ว่า “ฉันถูก ตันซีน ลงมาแล้วพวกเจ้ายังอ่านฉันไม่ถูก”  อุละมาอ์ ฝ่ายฟิกส์บางท่านกล่าวว่า  คนที่ขยันแต่อ่านกุรอาน  แต่ไม่รู้ฮุกุ่มของพระเจ้าที่อยู่ในกุรอ่านเลย  ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อาบน้ำนมาซ ถือศีลอด จ่ายคุมซ์ อย่างไรก็เขาไม่รู้  กุรอานก็จะสาปแช่งว่า  “อ่านฉันทำไม แต่ไม่นำฮุกุ่มของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ไปปฏิบัติ”    ถ้าอุละมาอ์สายอิรฟาน  คำอธิบายฮะดิษนี้ก็จะยิ่งหนักไปอีก เพราะในกุรอาน มี 500 อายะฮ์ ที่เป็นฮุกุ่มเกี่ยวกับอะห์กาม และฟิกส์ และในอีกหกพันกว่าอายะฮ์ กุรอานพูดเรื่องอะไร  ดังนั้น บรรดาอุละมาอ์  จึงกล่าวว่า กุรอานสาปแช่ง ผู้ที่ไม่นำพาต่อคำชี้นำต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน  อันเป็นคัมภีร์แห่งนูร  สรุปว่า คนที่ไม่อ่านแทบไม่ต้องพูดถึง  แต่สำหรับคนที่อ่านนั้นอ่านแล้วไม่ได้พัฒนาตัวตน อ่านแล้วไม่ได้ทำให้จิตวิญญาณของตัวเองคล้อยตามคำชี้นำของพระมหาคัมภีร์  คัมภีร์อัลกุรอานยิ่งใหญ่สักขนาดไหนนั้น มนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะรู้ได้  จึงต้องนำองค์ประกอบข้างนอกมาอธิบาย ด้วยกับการสาบานด้วยกับที่ตั้งของดวงดาว และจงรู้ว่านี่คือคำสาบานที่ยิ่งใหญ่  กุรอานจึงลงมาเพื่อที่จะพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์  และกุรอานเป็นกะลามุลลอฮ์  

ค่ำคืนนี้ คือค่ำคืนแห่งลัยละตุลกอดร์  ค่ำคืนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา หนึ่งในเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจ และปฏิวัติวิถีชีวิตของเรา ก็คือ ให้วิถีเป็นชีวิตของเรานั้น เป็นวิถีชีวิตที่คู่กับพระมหาคัมภีร์กุรอาน  พี่น้องไม่ต้องคิดว่า เราไม่มีความรู้  แต่ให้เราอ่านด้วยภาษาที่เราสามารถเข้าใจ ด้วยภาษาไทย อ่านแบบเพ่งพินิจ อ่านแบบพิเคราะห์  กุรอ่านก็จะให้เขาได้รับการชี้นำ ตามระดับศักยภาพทางจิตวิญญาณของเขา  เพราะกุรอานเป็นฮุดันลินมุตตะกีน เป็นฮุดันลินนาซ   

อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ก็คือ ผู้ที่ปฏิบัติตามกุรอานอย่างสมบูรณ์   จริง ๆ แล้ว คือกุรอ่านอีกเล่มหนึ่งที่เดินได้ ไม่มีความแตกต่างใดๆ กับ  กุรอานที่เป็นตัวเขียน หรือกุรอานที่อยู่ในตัวของอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)  บางครั้งอุละมาอ์ชั้นสูง กล่าวว่า “มนุษย์ผู้สมบูรณ์ ก็คืออัลกุรอาน”  ถ้าอยากจะดูมนุษย์ที่ดีเลิศที่สุด ก็คือ อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) นั่นเอง
 

ดังนั้น นี่คือเรื่องที่หนึ่งที่จะอยากฝากไว้  และขอให้เรากำหนดชะตากรรมของเราใหม่  ให้ชีวิตของเราให้อยู่คู่กับอัลกุรอาน  อย่าให้วัน ๆ หนึ่งชีวิตของเราผ่านไปโดยไม่ได้อ่านอัลกุรอาน  ทั้ง ๆ ที่เราเองยังมีเวลาไปติดตามเรื่องอื่น ๆ เช่น ดูละคร ดูทีวี ได้  แต่ทำไมไม่สามารถอ่านกุรอานสักครึ่งชั่วโมง  ทั้ง ๆ ที่กุรอานคือน้ำทิพย์ที่ชโลมจิตวิญญาณของมนุษย์  และความตกต่ำของสังคมมุสลิม ก็คือ เขาห่างไกลจากคัมภีร์กุรอาน  เขามองข้าม เขาเย้ยหยัน  “อะฟะบิฮาซัลฮะดีซิ อันตุมมุดฮินูน”  คัมภีร์ที่เราเดินผ่านไปผ่านมาตั้งอยู่บนที่สูงของเรา แต่เราก็ไม่ได้นำพา แต่จะเห็นความสำคัญต่อเมื่อมีคนตาย  ดังนั้น ชีวิตที่อัปยศ บ้านที่ไม่มีบาร่อกัต ส่วนหนึ่งก็มาจากบ้านและครอบครัวที่ทอดทิ้งการอ่านกุรอาน  ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ให้มุสลิมอ่านกุรอานที่บ้าน  เพราะแสงรัศมีของกุรอานจะออกไปข้างนอก  มันจะคอยปกป้องเราหลาย ๆ อย่าง และจะเกิด ฮิญาบ ป้องกันเราจากกาฟิร มุชริกีน  ตัวอย่างเช่น ท่านอิมามญะอ์ฟัร (อ.) เมื่อทรราชย์มาตามล่าท่านแต่มองท่านไม่เห็น เพราะขณะนั้นท่านนั่งอ่านกุรอานอยู่  และในอีกความหมายหนึ่ง ก็คือ การที่กุรอานจะเป็นเกราะป้องกันเราไม่ให้คล้อยตามแนวความคิด หรือความเชื่อ ความทะเยอทะยานแบบกาฟิร  ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ หากว่าเรายังดำเนินชีวิตโดยคิดเรื่องดุนยาแบบกาฟิร มีพฤติกรรมแบบกาฟิร การซอเล็ม การกดขี่ โดยเราไม่รู้ตัว แล้วเมื่อเราได้อ่านกุรอาน เราก็จะมีเกราะป้องกันเราจากกาฟิร   

ค่ำคืนนี้เป็นคืนชะฮาดัตของอิมามอะลี (อ.) หนึ่งในอิมามที่ถูกมัซลูมที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์  หนึ่งในต้นแบบของอัลลอฮ์ (ซ.บ.)  ที่จะแสดงแบบให้มนุษย์ได้เห็นว่า มนุษย์ที่จะเดินตามพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานในทุกย่างก้าวชีวิตของเขานั้น คือสิ่งที่เป็นไปได้  จริง ๆ แล้ว ถ้าเราจะรู้จักอิมามอะลี (อ.) อย่างสมบูรณ์ ก็คือ เราจะต้องรู้จักพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน  ที่ได้อธิบายแบบฉบับโครงสร้างของมนุษย์ผู้สมบูรณ์ โครงสร้างที่แท้จริง ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา และอิมามอะลี (อ.) เป็นผู้ที่แสดงแบบอย่างนั้นได้อย่างสมบูรณ์  แสดงแบบให้มนุษย์ได้เห็นว่า การดำเนินชีวิตทุกย่างก้าว  และทุกลมหายใจของมนุษย์ให้ตรงกับพระมหาคัมภีร์    กุรอานนั้น สามารถเป็นไปได้  และแน่นอนเมื่อมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตทุกย่างก้าวทุกลมหายใจของเขาเหมือนกับอัลกุรอานได้  ดังนั้น คุณสมบัติของเขากับคุณสมบัติของอัลกุรอาน จึงไม่แตกต่างกัน  เมื่ออัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่เป็นทางนำให้แก่มนุษยชาติ ตั้งแต่วันที่กุรอานได้ถูประทานลงมาจนกระทั่งถึงวันสิ้นโลก  แบบฉบับอันนี้จะไม่มีเก่า ไม่ล้าสมัย คำสั่งสอนในอัลกุรอานจะไม่มีวันล้าสมัย ไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีอยู่  ดังนั้น ผู้ปฏิบัติตามแบบฉบับของกุรอานก็จะไม่มีวันล้าสมัย  ดังที่เราได้เห็นแล้วแบบฉบับที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้แสดงไว้ในโลกนี้นั้น จึงเป็นแบบฉบับที่อมตะ  ยิ่งวันเวลาผ่านไปยิ่งทันสมัย และมีความจำเป็นต้องยึดในแบบฉบับเหล่านั้น   

โลกในปัจจุบันนี้ กำลังพัฒนาไปสู่ความเข้าใจในแบบฉบับเหล่านี้ เพราะว่าโลกได้ผ่านการทดลองมาอย่างมากมาย อุดมการณ์ ปรัชญา ระบบการเมือง ระบบการปกครอง และในอีกหลายเรื่อง แต่ก็ได้ล้มเหลวทั้งหมด  เพราะโลกไม่ยึดแบบฉบับของมนุษย์ที่สมบูรณ์  ไม่ได้ยึดแบบฉบับของคนที่ถอดแบบมาจากอัลกุรอาน อย่างที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้แสดงไว้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องสังคม ศาสนา การปกครอง ท่านได้แสดงแบบไว้อย่างสมบูรณ์  จนกระทั่งวันนี้ได้มีหนังสือตำราต่าง ๆ มากมาย ได้เขียนขึ้นมา  และขณะนี้หนังสือ “นะญุลบะลาเฆาะฮ์”  ของอิมามอะลี (อ.) ได้ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในปฏิญญาอันหนึ่งที่อยู่ในสหประชาชาติ  ถึงแม้ข่าวนี้จะไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เป็นหน้าตาของอิสลามนั้น บรรดาศัตรูของอิสลามจะไม่ยอม  โลกในวันนี้กำลังค้นคว้าศึกษาแบบฉบับของอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (อ.) ว่าเป็นไปได้อย่างไรมนุษย์ในยุคนั้น  ซึ่งยังไม่มีการพัฒนาทางวิชาการ  แต่อิมามอะลี (อ.) ได้แสดงแบบอย่างไว้ล่วงหน้า และแบบอย่างต่าง ๆ เหล่านั้น มันไม่ล้าสมัยเลย แม้แต่สักเรื่องเดียว  ราจะต้องศึกษาอิมามอะลี (อ.) ในรูปลักษณะนี้ เพื่อที่จะนำเสนอต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่รู้จักเพียงแต่เป็นเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์เท่านั้น 

ความยุติธรรมต่าง ๆ ที่ท่านได้แสดงไว้ในแต่ละเรื่อง  เราลองเข้าไปดูว่า มนุษย์จะต้องมีจิตวิญญาณที่ใสสะอาดขนาดไหน จึงจะปฏิบัติตนให้มีความยุติธรรมเช่นนั้นได้  มีอะไรเป็นตัวหลักและอะไรเป็นตัวช่วย ที่สามารถดับทุกสิ่งทุกอย่าง และทำให้เขาสามารถดำรงความยุติธรรมเหล่านั้นได้  และมันไม่ได้มีเพียงหนึ่งเรื่อง  ถ้าเราจะยกตัวอย่างการที่ท่านคุมกองคลัง ในขณะที่ท่านเป็นคอลีฟะฮ์ แล้วก็ได้มีพวกคอวาริจญ์ซึ่งเป็นศัตรูที่สกปรก ที่ร้ายกาจ ที่เนรคุณทุกรูปแบบ  แต่เมื่อถึงคราวที่พวกคอวาริจญ์ภายใต้การปกครองของท่าน มีความยากแค้น มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากกองคลังของอิสลาม  ท่านก็ได้ให้ความช่วยเหลือในระดับเดียวกับการให้ความช่วยเหลือแก่มิตรสหาย  การที่มนุษย์คนหนึ่งเผื่อแผ่ให้กับศัตรู เท่ากับการเผื่อแผ่ให้กับมิตรนั้น มิตรเองก็ยังไม่เข้าใจ  มิตรในสมัยนั้นที่ต้องขึ้นมาเป็นศัตรูกับท่าน ก็เพราะไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้นั่นเอง เพราะการกระทำเช่นนี้เอง เรื่องราวเหล่านี้ถึงได้เป็นอมตะ แต่ถ้าท่านไม่ได้ให้ศัตรู แล้วให้แต่มิตร เรื่องราวก็จะจบลง เพราะใคร ๆ ก็ทำเช่นนั้นได้  แต่นี่เป็นเพราะท่านได้ให้การเอื้อเฟื้อต่อศัตรูที่จำเป็นต้องได้รับสิทธิแห่งการช่วยเหลือ  เรื่องราวต่าง ๆ จึงได้ถูกนำมากล่าวขาน  ดังนั้น เราจึงต้องมองเรื่องราวต่าง ๆ ไปที่หัวใจว่า ด้วยจิตวิญญาณแบบไหนท่านถึงกระทำได้  ถ้าเราต้องการรู้จักว่า ความยุติธรรมคืออะไร  ผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม หรือผู้ที่รังเกียจการกดขี่ การซอเล็ม  ซึ่งการซอเล็มมีหลายรูปแบบ และหนึ่งในโรคร้ายที่อันตรายที่สุดสำหรับมนุษย์ คือ ซอเล็ม  และนิยามของคำว่า “ซอเล็ม”  มันก็มีความละเอียดเป็นอย่างมาก  อะเล็ม อุละมาอ์ บอกว่า ซอเล็มนั้นเริ่มตั้งแต่ตัวเอง ในบ้าน สังคม และโลก  เช่น ซอเล็มในบ้าน คือ การละเมิดสิทธิระหว่างสามี ภรรยา พ่อละเมิดสิทธิของลูก ลูกละเมิดสิทธิของพ่อแม่  และในสังคมก็ได้แก่การละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน การซอเล็มคนที่อ่อนแอกว่า ขึ้นไปถึงขั้นสูงสุด ก็คือ การซอเล็มแบบฟิรอูน แบบนัมรูด.....จบ VCD แผ่นที่ 1 ........... โปรดติดตามตอนที่ (2)
LAST_UPDATED2
 



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com