Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

บทความที่เกี่ยวข้อง

Who online?

เรามี 15 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

171914
TodayToday42
YesterdayYesterday73
This weekThis week530
This monthThis month1670
AllAll171914



คุณค่าทางจิตวิญญาณของหนังสือและห้องสมุด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Alfaruq   
วันศุกร์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

คุณค่าทางจิตวิญญาณของหนังสือและห้องสมุด 

           ปัจจุบันกระแสความสนใจเกี่ยวกับมุสลิมมีมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่มีลักษณะในด้านลบ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง ความรุนแรงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับมุสลิม ทำให้สายตาของบุคลทั่วไปมองและเข้าใจว่ามุสลิมเป็นกลุ่มที่ล้าหลัง นิยมความรุนแรง ใช้กำลังในการแก้ปัญหา ซึ่งทั้งนี้เนื่องมาจากเป็นกลุ่มชนที่ไม่มีอารยธรรม ขาดการพัฒนาด้านการศึกษา แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่และใช้ประโยชน์อย่างเป็นปกติในชีวิตประจำวันโดยไม่มีผู้ใดนึกถึงที่มา ก็คือ ตัวเลขอารบิก ผู้ที่พัฒนานำเอาตัวเลขอารบิกมาใช้ในชีวิตประจำวันก็คือมุสลิม  กลุ่มชนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ไร้อารยธรรม ซึ่งจากอิทธิพลของตัวเลขอารบิก แสดงให้เห็นว่ามุสลิมไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน  หากเราย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของมุสลิม จะพบว่าในอดีตมุสลิมถูกรู้จักในฐานะของพ่อค้า ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการค้า การเดินเรือ มีหลักฐานกล่าวถึงพ่อค้ามุสลิมปรากฏอยู่ในหลายดินแดน เช่น ในประเทศจีน บริเวณมณฑลยูนาน ซินเกียง ไปจนถึงปักกิ่ง มีมัสยิดโบราณอายุเกือบพันปี  มีบันทึกของนักเดินเรือชาวจีนมุสลิม กล่าวถึงการเดินทางมายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และปรากฏในเอกสารของจีนและเขมรโบราณว่า  เรือสินค้ามุสลิมของพวกอาหรับและเปอร์เซียได้แวะเข้ามาจอดหลบคลื่นอยู่ตามอ่าวต่าง ๆ ของอาณาจักรจามปา

          ประเทศไทยก็ปรากฏหลักฐานว่ามีมุสลิมเข้ามาติดต่อด้วยเช่นกัน ในสมัยสุโขทัยจากข้อความบางตอนในศิลาจารึกหลักที่ 1 มีคำว่า “ตลาดปสาน” ซึ่งเป็นคำมาจากคำว่า “บอซอร” (barza,plaza) ในภาษาเปอร์เซีย ในสมัยอยุธยามีการขุดพบเหรียญทอง ซึ่งมีคำจารึกเป็นอักษรอาหรับอยู่ด้วย ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า กลุ่มชนมุสลิมนี้ เป็นกลุ่มชนที่มีความชำนาญทางด้านการค้า และการติดต่อต่างประเทศ         

          หากเราจะย้อนไปศึกษาถึงสาเหตุของความชำนาญการในด้านต่าง ๆ จะพบว่าสิ่งที่ทำให้มุสลิมเป็นผู้มีความสามารถนั้นก็เนื่องมาจาก การที่ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์อัล กรุอ่าน กล่าวว่า

                                  "ويزكيهم ويعلمهم الكتاب والحكمة"

      “จงทำการขัดเกลาพวกเขา และหลังจากนั้นจึงเริ่มด้วยการศึกษาคัมภีร์ และศึกษาวิทยปัญญา”

                                        (อาลิ อิมรอน : 164)         

          องค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของการศึกษาในอิสลามคือประสบการณ์ ซึ่งปรากฏในคัมภีร์อัล กรุอ่าน กล่าวว่า

                             " قل سيروا في الارض فانظروا كيف بداءالخلق "

          “จงท่องเที่ยวไปบนหน้าแผ่นดินแล้วพิจารนาว่าพระองค์ใด้ทรงสร้างสรรพสิ่งอย่างไร”

                                            (อังกะบูต : 20)

นอกจากนี้ ยังมีวจนะจากท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ว่า

                                  اطلب العلم من المهد الي الهد

                          “จงเริ่มศึกษาตั้งแต่อยู่ในเปล จนถึงหลุมฝังศพ”

                                        اطلب العلم ولو بالصين

                      “จงแสวงหาความรู้ มาตรแม้นว่าต้องไปไกลถึงเมืองจีน”

          ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้ประกาศศาสนาอิสลามเป็นต้นมา  ได่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงการศึกษา การพัฒนาความรู้ และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา  ดังนั้น เราจึงพบว่ามีห้องสมุดของมุสลิม  ได้จัดตั้งขึ้นนับเป็นเวลาพันกว่าปีที่ผ่านมา และห้องสมุดที่ปรากฏนั้นไม่ได้เป็นเพียงห้องเก็บหนังสือ หรือห้องเก็บของ แต่ห้องสมุดของพวกเขาเหล่านั้นมีรูปแบบ โครงสร้าง การใช้ประโยชน์และการบริการเป็นระบบ  และมีแบบแผนอย่างที่เราคาดไม่ถึง  ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นเครื่องหมายอย่างชัดเจนว่ามุสลิมมิได้เป็นกลุ่มชนที่ล้าหลัง  แต่การที่เราถูกปิดกั้นอยู่ต่างหากจึงทำให้เรามองว่ามุสลิม คือ ผู้ล้าหลัง

 

พัฒนาการทางการศึกษาของมุสลิม

          มื่อศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาการทางการศึกษาของอิสลาม ทำให้เราทราบและเข้าใจได้ว่าเมื่อหนึ่งพันกว่าปีที่ผ่านมา  กลุ่มชนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ล้าหลัง เร่ร่อนในทะเลทรายนั้น กลับมีการพัฒนาการทางด้านความรู้และมีความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่เราคิด กลุ่มชนนั้นมีการจัดระบบการศึกษาที่เป็นแบบแผน  มีสำนักเรียนและสำนักคิดเกิดขึ้น ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าในช่วงต้นศตวรรษที่สองของอิสลาม  ได้มีสำนักคิดต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย  สำนักคิดที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุด คือ สำนักคิดของชีอะฮ์   และช่วงนี้ถือเป็นยุคทองของสำนักคิดชีอะฮ์  โดยการนำของอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ ศอดิก (ฮ.ศ. 148) โดยมีการบันทึกไว้ว่า ในมัสญิด อัลนบี (มะดีนะฮ์) ที่อิมามญะอฺฟัร อัศ ศอดิก (อ.) เป็นผู้จัดการเรียนการสอน มีนักเรียนเกือบ 1000 คน บางคนก็คือผู้นำหรือหัวหน้าของสำนักคิดซุนนี เช่น อิมามอะบู ฮะนีฟะฮฺ (ฮ.ศ.150) (หัวหน้ามัซฮับฮะนะฟีย์) ซึ่งกล่าวไว้ว่า

 

لولا السنتان لهلك النعمان

 

“มาตรแม้นไม่มีสองปีนั้น(ที่ได้เรียนกับญะอฺฟัร อัศ ศอดิก) นุอฺมาน (อบู ฮะนีฟะฮ์) คงต้องหายนะแน่นอน”[1]

 

 นอกจากนี้ อิมามมาลิก บิน อะนัซ (ฮ.ศ.179) (หัวหน้ามัซฮับมาลีกี) ซึ่งเป็นอาจารย์ของอิมามชาฟิอี (ฮ.ศ.204) (หัวหน้ามัซฮับชาฟิอี)  และอิมามอะฮมัด บิน ฮัมบัล (หัวหน้ามัซฮับฮัมบาลี) ก็เป็นลูกศิษย์ของอิมามชาฟิอีอีกทอดหนึ่ง[2]  ท่านเหล่านี้ได้เรียนวิชาจากอิมามญะอฺฟัร อัซ ศอดิก (อ.) ซึ่งสำนักคิดต่าง ๆ เหล่านั้นก็ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

          ในช่วงยุคกลางของอิสลาม ชาวมุสลิมให้ความสำคัญกับความรู้ หนังสือ การศึกษา เป็นอย่างมาก การศึกษาได้รับการพัฒนาถึงจุดสูงสุด ประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญของหนังสือ มีความรู้สึกและเข้าใจถึงคุณค่าของหนังสือ ซึ่งเราอาจจะไม่เคยคิดว่ากลุ่มชนที่ถูกมองว่าเป็นผู้ถือดาบอยู่ในมือนั้น จะมีความก้าวหน้าและพัฒนาทางความรู้ถึงเพียงนี้



[1] อับดุลฮะลีม ญุนดี  อิหม่ามญะฟัร อัศ ศอดิก. หน้า 252.

[2] แหล่งเดิม. หน้า 175.

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม.....

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลด
LAST_UPDATED2
 



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com