Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

บทความที่เกี่ยวข้อง

Who online?

เรามี 7 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

160507
TodayToday6
YesterdayYesterday124
This weekThis week274
This monthThis month1278
AllAll160507



บทความทั่วไป

ในส่วนนี้เป็นการนำเสนอบทความ ที่ให้สาระความรู้ทั่ว ๆ ไป พีน้องท่านได้มีบทความดี ๆ ที่มีสาระน่าสนใจก็ขอเชิญส่งมาได้



ชีอะฮ์และกุรอ่านที่มีอยู่ในปัจจุบัน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Alfaruq   
วันเสาร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

ชีอะฮ์และกุรอ่านที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

โดย : อายาตุลเลาะฮ์ มุฮัมมัด ฮาดี มะอฺริฟะฮ์

 

แปลโดย :   อัลฟารุก

  

            เรื่องราวมีอยู่ว่า ญาฮิล บางคน (อย่างผู้รู้วะฮาบีย์ในประเทศไทย) ได้กล่าวอ้างว่า ชีอะฮ์ นั้น  มีอัลกุรอ่านเล่มอื่นที่นอกเหนือจากอัลกุรอ่านที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้  ซึ่งเรียกกันว่ามุศฮัฟชีอะฮ์” (กุรอ่านของชีอะฮ์)  ในขณะที่ชีอะฮ์ เองก็ไม่เคยรู้ว่ามีสิ่งนี้ด้วย  ปรากฏว่ามีนักบูรพาคดีที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับอิสลามกลุ่มหนึ่งในยุคปัจจุบันนี้ได้ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างรุนแรง   ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือ IGNAZ GOLDZIHER เขาได้กล่าวบรรยายถึงการให้ความสำคัญของชีอะฮ์ต่ออัลกุรอ่านฉบับทางการที่มีแพร่หลายอยู่ทั่วไปในมือของมุสลิมขณะนี้ 

  

ดังนั้น เพื่อที่จะทำให้เราได้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงการให้ความสำคัญของชีอะฮ์ ที่มีต่อ อัลกุรอ่าน ฉบับปัจจุบันนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องอธิบาย  ดังต่อไปนี้

 

1.       หากเราได้เข้าไปทำการศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของ อัลกุรอ่าน เราก็จะพบว่าแท้จริงแล้ว  พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านที่มีแพร่หลายอยู่ในมือของมุสลิมทั่วโลกนั้น  ล้วนแล้วแต่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะของเหล่าชีอะฮ์ ทั้งสิ้น    ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว หากมี มุศฮัฟ หรือ อัลกุรอ่าน ฉบับที่เป็นของชีอะฮ์ จริง  ก็คงต้องบอกว่านั่นคือ อัลกุรอ่านเล่มที่มีอยู่ปัจจุบันนี่แหละ  ตลอดระยะเวลาในหน้าประวัติศาสตร์หากเราได้พิจารณาถึงบทบาทที่มีต่อ อัลกุรอ่าน ของบรรดาอิมามของชีอะฮ์ (อะอิมมะฮ์) บรรดานักกอรี  ฮาฟิซ หรือแม้กระทั่งเหล่าจิตระกรทั้งหลายของชีอะฮ์  แล้ว สามารถกล่าวได้อย่างแท้จริงว่า  อัลกุรอ่าน ที่มีอยู่ในมือของมวลมุสลิมปัจจุบันนี้  ก็คือ อัลกุรอ่านของ ชีอะอ์ นั่นเอง

 

·       อมีรุ้ลมุอฺมินีน อะลี บิน อบีฏอลิบ (อ.) คือ บุคคลแรกที่เป็นผู้ริเริ่มในการรวบรวม อัลกุรอ่าน ภายหลังจากที่ท่านศาสดาได้เสียชีวิต (วะฟาต) ไปแล้ว   ถึงแม้ว่า อัลกุรอ่าน ฉบับที่ท่านรวบรวมนั้นจะถูกปฏิเสธก็ตาม  

     

·       มุศฮัฟ     ฉบับสำคัญ ๆ ที่มีอยู่ในยุคก่อนที่จะถูกทำให้เหลือเพียงต้นฉบับเดียว (ทำให้มีรูปแบบสากล) ได้แก่ ฉบับของอับดุลเลาะฮ์ บิน มัสอูด, อุบัย บิน กะอฺบ์, อะบุล ดัรดาอฺ และมิกดาด บิน อัสวัด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ได้ชื่อว่าเป็นชีอะฮ์คนสนิทของ อะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) วงศ์วานของท่านศาสดาทั้งสิ้น

 

2.       บุคคลแรกที่ได้เสนอให้ อุษมาน บิน อัฟฟาน (ขณะดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ที่ 3)  รวมอัลกุรอ่านให้เป็นหนึ่งเดียว คือ ฮุซัยฟะฮ์ บิน อัลยะมาน  โดย อุบัย บิน กะอฺบ์ มีหน้าที่คัดลอกจากมุศฮัฟต้นฉบับทั้งหมด   การจัดระเบียบและใส่ จุดให้แก่ตัวอักษร (อักษรอาหรับยุคแรก ๆ นั้นยังไม่มีจุด) ในอัลกุรอ่านนั้น  เป็นผลงานของ อะบุล อัสวัด อัดดุอิลีย์  และลูกศิษย์ทั้งสอง นัศร์ บิน อาศิม  และยะฮ์ยา บิน ยะอฺมุร    คนแรกที่ริเริ่มทำการตกแต่งลวดลายและเขียนอัลกุรอ่านด้วยตัวอักษรศิลป์อย่างวิจิตร ก็คือ คอลิด บิน อบี อัลฮัยยาจ  [สหายของท่านอิมามอะลี (อ.)]   การใส่สระให้กับ  อัลกุรอ่าน ดังเช่นที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ได้รับอานิสงส์จาก อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ คอลีล บิน อะฮ์มัด อัลฟะรอฮีดี  และเขานั้นก็ยังเป็นบุคคลแรกที่ได้กำหนด ฮัมซะฮ์, ชัดดะฮ์, เราว์ และ อิชมาม  ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นที่ได้กล่าวมานี้ล้วนแล้วเป็นผู้รู้ที่สำคัญในสายชีอะฮ์ ทั้งสิ้น

 

3.       หากจะปฏิเสธว่า หกกิรออะฮ์ หรือ รูปแบบการอ่านจากกิรออะฮ์ทั้งเจ็ดนั้นมาจากชีอะฮ์  อย่างน้อยก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สี่กิรออะฮ์ จากเจ็ดกิรออะฮ์นั้นเป็นของชีอะฮ์    และที่สำคัญยิ่งกว่านั่นก็คือ กิรออะฮ์หรือรูปแบบการอ่าน ที่มุสลิมใช้กันทั่วโลกในขณะนี้ ซึ่งรายงานมาจาก ฮัฟศ์ จาก อาศิม นั้น  เป็นกิรออะฮ์ที่มาจากชีอะฮ์ แบบบริสุทธิ์ที่สุดอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องสงสัย  ซึ่ง ฮัฟศ์ [หนึ่งในอัศฮาบของท่านอิมาม ศอดิก (อ.)] นั้น  ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์ของตนคือ อาศิม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของชีอะฮ์  และอาศิม เองนั้นก็ได้รับการถ่ายทอด จากเชคของตนคือ สิลมีย์  อีกทอดหนึ่ง  ซึ่งเขานั้นเป็นศอฮาบะฮ์คนพิเศษของท่านอิมาม อะลี (อ.) โดยเขาได้ร่ำเรียนมาจากท่าน อิมาม อะลี บิน อบีฏอลิบ(อ.)  และเป็นที่แน่นอนยิ่งว่า ท่านอิมามอะลี (อ.) นั้นก็ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และท่านศาสดา (ศ็อลฯ) นั้นก็ได้รับการดล (วะฮฺยู) มาจากพระองค์ อัลเลาะฮ์ (ซบ.)

 

อ้างอิง :-

 

อุลูมุล กุรอ่าน  โดย : อายาตุลเลาะฮ์ มุฮัมมัด ฮาดี มะอฺริฟะฮ์

  www.thaiislamlib.com 
LAST_UPDATED2
 
ทำร้ายตนเองจนมารดาต้องเตาบัตตัว PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ทัศคาร   
วันพฤหัสบดีที่ ๐๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

ทำร้ายตนเองจนมารดาต้องเตาบัตตัว

 

โดย : อายาตุลเลาะฮ์ ซัยยิด ศอดิก ฮุซัยนี ยัซดี

 

แปลโดย : ทัศคาร

 ท่านมัรฮูม อายาตุลเลาะฮ์ เชคฆุลามริฏอ ยัซดี เล่าให้ฟังว่า :-

ครั้งหนึ่งมารดาของท่านนั้นได้ทำการนินทาบุคคลคนหนึ่ง  ท่านมัรฮูมจึงได้กล่าวกับมารดาของตนว่า แม่ครับ ได้โปรดรีบเตาบัตตัวเสียเถิด  แต่มารดาของท่านกลับไม่สนใจ  ท่านจึงเริ่มทำรายตบตีตัวเองพร้อมกับได้กล่าวกับมารดาว่า “หากท่านไม่เตาบัตฉันก็จะทำร้ายตนเองจนกว่าท่านจะเตาบัต”  เมื่อมารดาของท่านได้แลเห็นสภาพของลูกชายที่ได้กระทำเช่นนั้น  ด้วยความสงสารมารดาของท่านมัรฮูม อายาตุลเลาะฮ์ เชค ฆุลามริฏอ ยัซดี  จึงได้ยอมทำตามที่ท่านขอร้อง

ดังนั้น จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่าทำไม??  ท่านมัรฮูมจึงขอให้มารดาทำการเตาบัต  และมีเหตุผลประการใดหรือ?  ที่ถึงขนาดทำให้ท่านนั้นต้องทำร้ายตัวเองเพื่อให้มารดาทำการเตาบัตตัวต่ออัลลอฮฺ (ซบ.)

คำตอบ ก็คือ อุลามาร็อบบานีย์  ท่านนี้นั้นได้ไปถึงขั้นแห่งการยะกีนขั้นสูงสุดในพระผู้เป็นเจ้า และการเป็นเอาลิยาอฺของพระองค์ และยะกีนในวันแห่งการตัดสินแล้ว  เสมือนกับว่าท่านนั้นกำลังเห็นมารดาของตนกำลังตกอยู่ในกองไฟแห่งนรก  อันเนื่องมาจาการขัดขืนคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า  และด้วยความรักที่ท่านมีต่อมารดา  จึงทำให้ท่านต้องทำแบบนั้นเพื่อช่วยให้มารดารอดจากขุมนรก

ข้อคิดอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้จากเรื่องนี้ก็คือ เราสามารถประสบกับความตายได้ตลอดเวลาทุกขณะจิต  เทวทูตแห่งความตาย (มาลิกุลเมาต์) จะมาพานพบเราเมื่อไหร่ก็ได้  ดังนั้น ผู้ที่ใคร่ครวญด้วยสติปัญญานั้น  หากเขาต้องการที่จะให้ความดีและสิ่งที่เขารักอยู่กับเขาในขณะที่ตาย  ตลอดจนเมื่อเขาได้กลับไปพบกับพระผู้เป็นเจ้า   เขาก็จะต้องแสวงหามัน  และสิ่งใดก็ตามที่เขาไม่อยากให้มันอยู่กับเขาในยามที่เขาต้องเสียชีวิต และสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงพึงพอพระทัยที่จะให้กระทำเช่นนั้น  เขาก็จะต้องทำการเตาบัตตัวเพื่อขออภัยโทษจากพระองค์โดยเร็ว  และให้การเตาบัตของเขาเป็น เตาบะตัน นะซูฮา เป็นการเตาบัตที่จะไม่กลับไปกระทำความผิดเช่นนั้นอีก

www.thaiislamlib.com 

LAST_UPDATED2
 
ณ ค่ำคืนแห่งก็อดรฺ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย binti ismaeil   
วันศุกร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

ณ ค่ำคืนแห่งก็อดรฺ

        วันนี้ค่ำลงเป็นวันที่ 19 รอมฎอน ของปี ฮ.ศ. 1430  เป็นค่ำคืนของ ลัยละตุลก็อดรฺ   วันนี้เป็นวันที่รวม 2 วาระไว้ด้วยกัน คือ ความยินดีที่พวกเราทุกคนต่างรอคอย  ที่จะได้มีชีวิตอยู่ในค่ำคืนนี้  และต่างก็มุ่งหวังว่าตนเองคงจะได้พบกับค่ำคืนแห่งอานุภาพ  ค่ำคืน ลัยละตุลก็อดรฺ ที่แท้จริงสักครั้งหนึ่งในชีวิต   ในโอกาสเดียวกันนี้เอง วันนี้ก็เป็นวันที่เราชีอะฮ์ทั้งหลายต่างเศร้าโศกเสียใจ  เนื่องจากวันนี้ ในปี ฮ.ศ. 40  เป็นวันที่ท่านอมีรุ้ลมุอฺมินีน อิมาม อะลี (อ.) ต้องถูกสังหาร  และท่านต้องจบชีวิตลงด้วยการเป็นชะฮีดในวันที่ 21 รอมฎอน ในปีเดียวกัน

            ฉันกำลังเดินทางไปร่วมละศีลอด และมัจลิสในค่ำคืนนี้ ลัยละตุลก็อดรฺ  ระหว่างเดินทางเมฆปกคลุมท้องฟ้ามืดมาก  เหมือนฝนกำลังจะตก  ฉันกล่าวซอละวาตต่อท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  และขอพรจากพระองค์ ขอให้ฝนอย่าเพิ่งตกลงมาเลย  ขอให้ฉันถึงที่หมายก่อนเถอะ  แต่ฟ้าฝนเป็นเรื่องของอัลลอฮฺ (ซบ.) พระองค์ทรงเป็นผู้กำหนดกิจการงานทั้งปวง  ถ้าพระองค์ทรงประสงค์นั่นก็คือสิทธิ์ของพระองค์  ไม่ใช่สิทธิ์ของเรา   และฉันก็คิดว่าคำวิงวอนครั้งนี้ของฉันคงจะไม่เป็นผลแน่นอน  เพราะค่ำคืนที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นค่ำคืนที่ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ต่างเศร้าเสียใจ  ด้วยกับการที่อิมามอะลี (อ.) ต้องถูกอธรรม  ฉะนั้น ฟ้าฝนคืนนี้คงจะตกหนัก  ด้วยกับการร่ำไห้เศร้าเสียใจต่อการที่ ท่านอิมามอะลี (อ.) ต้องถูกคนชั่วลอบสังหาร 

           แต่สำหรับท่านแล้ว อิมามอะลี (อ.) ท่านถือว่าวันนี้เป็นวันที่ท่านประสบความสำเร็จ  วันที่ท่านรอคอยได้มาถึงแล้ว  ณ มัสยิดแห่งเมืองกูฟะฮ์  ในช่วงเวลาของการนมาซยามรุ่งอรุณ (ศุบฮิ)  ขณะที่ท่านกำลังนำนมาซอยู่  ซึ่งในตอนนั้นอยู่ในขณะก้มกราบ (สุยูด) และได้กำลังยกศีรษะของท่านขึ้นมา  เจ้าอาชญากรผู้ชั่วร้าย  อิบนุ มุลญิมซึ่งแอบย่องเข้ามาอย่างเงียบ ๆ ได้ฟันดาบอาบยาพิษของมันลงบนศีรษะของท่านอย่างแรง  ทันใดนั้นเองเลือดสีแดงบริสุทธิ์ได้หลั่งไหลจนนองไปตามพื้นมุขพิธี  ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ร้องตะโกนขึ้นว่า  โอ้พระผู้เป็นเจ้าแห่งอัลกะบะฮ์  ฉันได้รับชัยชนะแล้ว   ยาอมีรุ้ลมุอฺมินีน  ยาอะลี!!  ท่านกำลังจะจากพวกเราไป และกลับคืนสู่พระองค์  สุดท้ายของเราทุกคนก็เป็นเช่นนี้  อินนาลิลลาฮิ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน  แต่การจากไปของเราทุกคนนั้น ต่างกันตรงที่เราได้ทิ้งสิ่งที่ดีงาม คุณความดีไว้บนโลกใบนี้หรือเปล่า?  หรือมันเป็นการจากไปที่ไม่นานทุกคนก็ลืมเลือน หรือไม่เช่นนั้นพวกเขาก็ต่างสาปแช่ง   สำหรับท่านอิมาอะลี (อ.) นั้น คือ แบบอย่างของมนุษย์ผู้สมบูรณ์  ท่านได้ทิ้งร่องรอยของการกระทำ คำพูด คำสั่งสอน และจริยวัตรต่าง ๆ ที่งดงามของท่านให้พวกเราได้ศึกษา  และนำไปเป็นแบบอย่างเพื่อไต่เต้าไปสู่ความเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์เยี่ยงท่าน  และนั่นแหละคือวัตถุประสงค์แห่งการสร้างมนุษย์ของพระองค์

            มัจลิสในค่ำคืนนี้ฝนตกหนักมาก ฝนตกลงมาตั้งแต่ขณะที่ฉันอยู่บนรถแล้ว จนกระทั่งถึงมักริบฝนก็ยังคงตกหนักอยู่   คืนนี้เรามีแขกผู้มีเกียรติจากประเทศอิหร่านได้มาเยี่ยมมัจลิสของเรา  แขกของเรา ซัยยิดจากอิหร่านผู้ชนะการประกวดอ่านกอรีจากหลายประเทศ ได้เป็นผู้อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน  ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะมาก มีท่วงทำนองเสียงสูงต่ำ  และก้องกังวาน  ซัยยิดผู้นี้อ่านอย่างตั้งใจเต็มที่  และเช่นกันฉันก็ตั้งใจฟังด้วย  ฉันจำได้ท่านอัญเชิญซูเราะฮ์หนึ่ง คือ อัลอาดิยาต  ซูเราะฮ์นี้เปรียบเสมือนเป็นซูเราะฮ์ของ ท่าน อมีรุ้ลมุอฺมินีน (อ.)   เนื่องได้ถูกประทานมาในปีฮิจเราะฮ์ที่ 8   เมื่อถูกประทานลงมาในขณะนั้นท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้นมาซศุบฮิ  โดยท่านได้อ่านซูเราะฮ์นี้ในนมาซ  หลังจากนมาซเสร็จบรรดาสาวกได้กล่าวว่า เราไม่เคยได้ยินท่านอ่านซูเราะฮ์นี้มาก่อน  ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงกล่าวว่า.. ท่านอะลี (อ.) ได้รับชัยชนะเหนือศัตรูแล้ว  พระองค์อัลลอฮ์ได้ประทานโองการเหล่านี้ลงมา สงครามครั้งนี้เรียกว่า สงครามซะลาซิล  มีริวายะฮ์ที่กล่าวถึงความประเสริฐของซูเราะฮ์นี้ว่า บุคคลใดก็ตามที่พร่ำอ่านซูเราะฮ์ อัลอาดิยาต อยู่อย่างสม่ำเสมอ  เขาจะได้เป็นผู้หนึ่งที่จะได้อยู่กับท่านอมีรุ้ลมุอฺมินีน อะลี (อ.)

                                            บิสมิลลาฮฮฺฮิรเราะฮฺมานิรร่อฮีม

 

วัลอาดิยาติด็อบฮา ฟัลมูริยาติก็อดฮา ฟัลมุฆีรอติศุบฮา ...   ในซูเราะฮ์นี้ อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงกล่าวสาบานด้วยม้าที่วิ่งหอบ แล้วม้าที่กีบเท้าของมันตีกับหินจนเกิดประกายไฟ แล้วด้วยม้าที่จู่โจมศัตรูในยามเช้า...  ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงเกียรติและความดีของมัน ณ พระองค์ (...แล้วมนุษย์ล่ะ มีความดีมากแค่ไหน?)

หลังจากจบจากการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน  ฮุจญตุลอิสลาม ท่านหนึ่งได้ขึ้นกล่าวปราศรัย  ฉันจำได้ในข้อความตอนหนึ่ง ท่านกล่าวว่า :-

อะลิม ผู้มีญาณวิสัย ท่านหนึ่งได้พบกับ ท่านอิมามมะฮฺดี (อ.)   แล้วอะลิมท่านนี้จึงได้ถามท่านอิมาม (อ.) ว่า เราจะปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะได้มีโอกาสรับใช้ท่านอิมาม   ท่านอิมาม (อ.) ได้ตอบเขาว่า จงอย่าทำบาป  แล้วฉันจะมาหาท่านเอง

ต่อจากนั้น ก็มีชาวอิหร่านคนหนึ่งขึ้นมากล่าว ร่ายลำนำกลอนเป็นภาษาฟาร์ซี  แต่เราหลาย ๆ คนในที่นั้นคงจะฟังกันไม่รู้เรื่องหรอก  แต่ท่าทีและน้ำเสียงของเขานั้นพวกเราสามารถสื่อได้  มันเรียกร้องโหยหวน อาดูร โศกเศร้า อย่างลึกซึ้ง   หลังจากนั้นเขาก็กล่าวมุซิบัต แล้วให้พวกเราปิดไฟ  น้ำเสียงของเขา และความตั้งใจของเขาที่กล่าวออกมา  ฉันรับรู้ได้และซาบซึ้งจนอดไม่ได้ที่น้ำตาจะไหลออกมานองใบหน้า  แล้วเขาก็นำพวกเราทำการมะตั่มสักครู่หนึ่งจึงลงจากเวที   ต่อมาพิธีกรก็ได้มาบอกว่าให้พวกเราพักสักครู่หนึ่งก่อน  แล้วจึงจะเริ่ม นมาซลัยละตุลก็อดรฺ ร่วมกัน  พร้อมด้วยการอ่าน ดุอาอ์เญาชันกะบีร   ในเวลานั้นฉันดูนาฬิกาเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว  ฝนได้ลงมาอีกรอบหนึ่ง  ถ้าหากจะรออ่านดุอาอ์จบคงประมาณตีหนึ่ง  ซึ่งฉันคิดว่ามันดึกเกินสำหรับฉันที่เป็นผู้หญิงจะต้องกลับบ้านคนเดียว   ดังนั้น ฉันจึงตัดสินใจบอกลาทุกคนขอกลับบ้านก่อน  เพื่อไปทำอะมั้ลของตนเองที่บ้าน

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ  มาถึงบ้านแล้วด้วยความปลอดภัย  ฉันไม่ได้ดูเวลาหรอกว่ากี่โมงแล้ว   พอมาถึงก็รีบอาบน้ำทำ ฆุซุล  แล้วก็มา นมาซลัยละตุลก็อดรฺ 2 ร่อกะอัตทันที  เสร็จแล้วก็กล่าว อัซตัฆฟิรุลลอฮฺ .. และกล่าวสาปแช่งผู้ที่สังหารท่านอิมามอะลี (อ.)   ฝนยังคงตกอยู่ไม่ขาดสาย  ต่อจากนี้ก็เป็น การสาบานด้วยอัลกุรอาน  โดยวางไว้ข้างหน้าพร้อมกับกล่าวเป็นภาษาอาหรับ  ซึ่งฉันก็ได้อ่านความหมายภาษาไทย ด้วย ความว่า :-

โอ้อัลลอฮฺ ข้าฯ ขอวิงวอนต่อพระองค์  ด้วยคัมภีร์ที่พระองค์ประทานลงมา  ซึ่งในนั้นได้บันทึกพระนามอันยิ่งใหญ่  และพระนามอันประเสริฐของพระองค์  และสิ่งที่เป็นความหวาดกลัวและเป็นความหวัง  โปรดทำให้ข้าฯ รอดพ้นจากไฟนรกด้วยเถิด

และนำกรุอานขึ้นทูนศีรษะ พร้อมกับกล่าวภาษอาหรับเช่นกัน  ความหมาย คือ

โอ้อัลลอฮฺ โดยสิทธิ์ของอัลกุรอานนี้  โดยสิทธิ์ของบุคคลที่พระองค์ประทานลงมาให้  โดยสิทธิ์ของบรรดาผู้ศรัทธาที่ได้รับการสรรเสริญไว้ในนั้น  และโดยสิทธิ์ของพระองค์ที่มีต่อพวกเขา  ซึ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงสิทธิ์ของพระองค์  และสิทธิ์อันมาจากพระองค์

ฉันกล่าวข้อความข้างต้นทั้งสองตอนนี้ ซ้ำ ๆ หลายครั้ง  พร้อมทั้งทำความเข้าใจความหมายของถ้อยคำที่กล่าว  และฉันก็ร้องไห้และวิงวอนด้วยความซาบซึ้ง  เมื่อฉันนึกถึงความยิ่งใหญ่ และความเมตตาปรานีที่แผ่ไพศาลต่อปวงบ่าวผู้ต่ำต้อยของพระองค์  ความเมตตาที่พระองค์มีให้แก่ฉัน และทุกผู้ทุกนาม  ความประเสริฐและความบริสุทธิ์ของ ท่านศาสดา อะมิมะฮ์  มะอฺซูม ทั้ง 14 ท่าน  ที่เราต้องกล่าวเอ่ยนามทุกท่าน ท่านละ 10 ครั้ง  นี่แหละท่านเหล่านี้ล่ะ  ท่านคือผู้ทรงสิทธิ์ที่เราได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้  ท่านคือความเมตตาปรานีที่ถูกส่งลงมายังปวงบ่าวของพระองค์  ท่านคือผู้ที่จะให้การ ชะฟาอะฮ์  แก่พวกเราบ่าวผู้มีแต่ความบกพร่อง ผิดพลาด มีบาป

เมื่อเสร็จจากพิธีการทูนอัลกุรอานแล้ว  ฉันได้อ่านซิยารัต ท่านอิมามฮูเซน (อ.)  และทุกครั้งเหมือนเช่นเคยปฏิบัติ  ถ้ามีการแปลความหมายภาษาไทยไว้  ฉันก็จะอ่านความหมายด้วยทุกครั้ง   เพื่อจะได้ทราบว่าขณะนี้ฉันกำลังทำอะไรหรือกล่าวอะไรอยู่  ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มพูนให้อะมั้ลของเรามีรสชาด  และซาบซึ้งกับการปฏิบัติอะมั้ลนั้น ๆ  หลังจากอ่านซิยารัตเรียบร้อยแล้ว  เราก็จะต้อง นมาซซิยารัตให้อิมามฮูเซน (อ.) จำนวน 2 ร่อกะอัต

              ฝนเริ่มจะหยุดตกแล้ว  เป็นเวลาดึกสงัด  เงียบสงบจริง ๆ  ฉันได้ยินเสียงฝนไหลจากหลังคาตกสงสู่พื้นดังเปาะแปะ ๆ เนื่องจากยังไม่หยุดตกซะทีเดียวนัก  เสมือนคนที่ร้องไห้เสียใจยังไม่เลิก และพยายามจะอดกลั้น  แต่ก็ยังคงสะอึกสะอื้นร่ำไห้อยู่นั่นเอง  ความเสียใจต่อการสูญเสียท่านอิมามอะลี (อ.) ช่างยิ่งใหญ่นัก  แม้แต่ท้องฟ้ายังร่ำร้องไห้ไม่เลิกรา   ฉันเริ่มกล่าว อัลลอฮุ อักบัร เพื่อเข้าสู่การนมาซ   และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะบอกเล่าความรู้สึกของฉันกับเพื่อน ๆ ว่า   ฉันพบกับความรู้สึกที่ไม่เคยพบมาก่อนในนมาซ  ฉันรู้สึกสงบ เบา โล่ง อย่างบอกไม่ถูก  เหมือนในโลกนี้ไม่มีอะไรอีกแล้วที่ฉันต้องห่วงกังวล และคอยดึงฉันไว้  มีแต่นมาซเท่านั้น  ตัวฉันเหมือนไม่มีน้ำหนัก เหมือนกับว่ามันจะลอยได้  โดยปราศจากแรงโน้มถ่วงของโลก  ฉันไม่รู้จะบรรยายอย่างไร   แต่รู้ว่าความรู้สึกนี้ไม่เคยมีมาก่อน  แม้ในนมาซบางครั้งที่ฉันคิดว่าฉันมีคุชัวะอย่างเต็มที่จนดื่มด่ำและปิติสุขกับการได้นมาซ  แต่ก็ยังไม่เคยมีครั้งไหน ๆ ที่ฉันรู้สึกสงบนิ่ง เบา สบาย เช่นนี้มาก่อน  เหมือนฉันไม่ต้องการอะไรแล้วในโลกนี้   ฉันรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งอย่างบอกฉันว่า  ค่ำคืนนี้ คือ ค่ำคืนแห่งก็อดร์   แต่ก็ไม่อาจคาดคิดหรือกล่าวได้ว่าตนเองจะได้รับ ลัลละตุลก็อดรฺ ที่แท้จริง   ฉันคิดแต่เพียงว่าสิ่งที่ฉันรู้สึกนั้น มันเป็นสัญญาที่บ่งบอกว่า ท่านอิมามฮูเซน (อ.) ที่ฉันรัก*  ได้ตอบรับการสลาม หรือ การซิยารัต ของฉันในค่ำคืนนี้.  

          ยาอิมาม ยาฮูเซน!! ขอให้ข้าฯได้มีชีวิตและตายเฉกเช่นท่านด้วยเถิด....


* ชะฮีด มุรตะฎอ มุเฏาะฮารี, อุสามะห์ (แปล), วินิจฉัยคุณลักษณะ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: สถาบันการส่งเสริมและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม, 2544), 39.  ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องความรักว่า....

 ความรักของวิญญาณ คือ สิ่งซึ่งแหล่งของมันเป็นความละม้ายเหมือนอย่างยิ่งของวิญญาณของคนรัก กับวิญญาณของผู้เป็นที่รัก  ทั้งหมดของความปิติพึงพอใจของคนรัก อยู่ในคุณลักษณะของผู้เป็นที่รัก  ซึ่งแผ่ออกมาจากวิญญาณของผู้เป็นที่รัก... มันทำให้วิญญาณอ่อนโยนละมุนละไม ถวิลหาอาลัย จิตเคลิบเคลิ้มและตกอยู่ในห้วงแห่ภวังค์  มันทำให้จิตวิญญาณมีความรู้สึกละเอียดอ่อน  ซึ่งทำให้จิตวิญญาณล่องลอยออกไปจากภาวะแห่งการรบกวนเย้ายวนใจของโลกนี้  
LAST_UPDATED2
 
« เริ่มแรกย้อนกลับ123ถัดไปสุดท้าย »

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com