Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

บทความที่เกี่ยวข้อง

Who online?

เรามี 25 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

160507
TodayToday6
YesterdayYesterday124
This weekThis week274
This monthThis month1278
AllAll160507



เรื่องราวของอะฮฺลัลบัยก์

บทความเกร็ดสาระน่ารู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับอะอิมะฮ์ (อ.) ที่น่าสนใจ ตามวาะต่าง ๆ



การปฏิบัติต่อศัตรูผู้โง่ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Tuskan   
วันเสาร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

เนื่องในวันที่ 5 ชะอฺบาน ซึ่งเป็นวันประสูติท่านอิมาม ซัยนุลอาบิดีน (อ.) ผู้สืบสาสน์เลือดของ ฮุเซน (อ.) แห่งกัรบะลาอ์

เรื่อง   การปฏิบัติต่อศัตรูผู้โง่

โดย ทัศคาน

          หลังจากท่านอิมามฮุเซน (อ.)ได้ถูกสังหาร........ณ แผ่นดินกัรบะลาอ์

                ในขณะที่บรรดา อะฮ์ลุลบัยต์” วงศ์วานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)ได้ถูกจับเป็นเชลยศึกไปยังเมืองชาม ประเทศซีเรีย  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีท่าน อิมาม ซัดญาด ซัยนุลอาบิดีน(อ) (อิมามที่สาม) รวมอยู่ด้วย  และสภาพของท่านนั้นก็น่ารันทดใจเป็นอย่างยิ่ง (เนื่องจากป่วยมาหลายวันแล้ว)  ชาวเมืองชามเนื่องด้วยการโฆษนาชวนเชื่อของ คอลีฟะฮ์ ยะซีด บุตรของ มุอาวียะฮ์ บุตรของ อบูซุฟยาน (ขอพระองค์ทรงสาปแช่ง)  ทำให้ชาวเมืองมีความจงเกลียดจงชัง กับวงศ์วานของท่านศาสดาเป็นอย่างมาก จึงได้จัดการเฉลิมฉลองต้อนรับกองทัพที่กลับมาพร้อมเชลยศึก               

          ในขณะที่ขบวนเชลยศึกจากอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เดินเข้าสู่เมือง  ได้มีชายแก่คนหนึ่งก็ได้เดินมาข้างหน้าขบวนของเชลยพร้อมกับร้องตะโกนว่า  “ขอขอบคุณพระองค์ที่ได้สังหารบรรดาผู้ชายของพวกเจ้าและทำให้ฟิตนะสงบลง”    พร้อมกับได้ทำการด่าทอเด็ก ๆ และสตรีลูกหลานท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อย่างหยาบคายที่สุด

          หลังจากนั้นท่านอิมาม ซัยนุลอาบิดีน (อ.) จึงกล่าวว่า  “โอ้ชายแก่ ฉันเงียบฟังเจ้าทุกคำจนกระทั่งเจ้าได้พูดในสิ่งที่อยากพูดจนจบ  และบัดนี้เจ้าจงเงียบและฟังข้าพูดบ้าง”

          ชายแก่ จึงกล่าวต่อไปว่า   “งั้นก็จงพูดมาในสิ่งที่เจ้าอยากพูด               

          ท่านอิมาม ท่านอิมาม ซัยนุลอาบิดีน (อ.)   “เจ้าเคยอ่าน อัลกุรอ่านบ้างหรือไม่”

      ชายแก่ กล่าว่า   “แน่นอน” ท่านอิมามท่านอิมาม ซัยนุลอาบิดีน (อ.)    “เคยอ่านอายะฮ์นี้บ้างมั้ย” 

         ((قُلْ لا اءسْئَلُكُمْ عَلَيْهِ اءَجْرا إ لاّ الْمَوَدَّةَ فى الْقُرْبى ))

จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่าอฉันมิได้ต้องการสิ่งตอบแทนใด ๆ นอกจากการมอบความรักให้กับ อะฮ์ลุลบัยต์ วงศ์วานของฉัน  (บท อัขชูรอ : 23)

          ชายแก่ตอบว่า   “ใช่แน่นอน ฉันเคยอ่านมัน”

          ท่านอิมาม ซัยนุลอาบิดีน (อ.)    “เราคือ อัลกุรบา วงศ์วานผู้ใกล้ชิดแห่งศาสดา”  และอายะฮ์นี้ละเคยอ่านมั้ย     

         ((وَآتِ ذَا القُرْبى حَقَّهُ))

จงมอบ ฮักกฺ สิทธิให้แด่วงศ์วานผู้ใกล้ชิด [ ศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) ]”   (บท อัลอิสรออฺ :26)

     ชายแก่   “ฉันก็เคยอ่านมันเช่นกัน

     ท่านอิมาม ซัยนุลอาบิดีน (อ.)  “จงรู้ไว้ เรานี่แหละ วงศ์วานญาติผู้ใกล้ชิดของศาสดา  ดังนั้นจงมอบสิทธิที่เราควรจะได้รับมา

     ชายแก่    “เจ้าเป็นพวกเขาที่อัลกุรอ่านระบุจริง ๆ หรือ??”

     ท่านอิมาม ซัยนุลอาบิดีน(อ.)   “ ถูกต้อง และอายะฮ์นี้ล่ะ  เจ้าเคยอ่านมั้ย ”

       ((وَاعْلَمُوا انَّما غَنِمْتُمْ مِنْ شَيْى ءٍ فَإ نَّ لِلّهِ خُمُسَهُ وَلِلرَّسُولِ وَلِذِى الْقُرْبى ))

จงรู้เถิดว่าแท้จริงแล้ว ทรัพย์สินสงคราม และผลกำไรต่าง ๆ ที่สู้เจ้าได้มานั้น  หนึ่งส่วนห้าเป็นของ รอซูลและวงศ์วานอะฮ์ลุลบัยต์  (บท อัล อัมฟาล : 41)

     ชายแก่   “เคยอ่าน

      ท่านอิมาม ซัยนุลอาบิดีน (อ.) จึงกล่าวตอบว่า   “เรา คือ วงศ์วานผู้ใกล้ชิดและอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านศาสดา  และอายะฮ์นี้ล่ะ เคยอ่านบ้างไหม?” 

     ((إ نَّما يُريدُ اللّهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ الرِّجْسَ اءهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهيرا))

 แท้จริงแล้วพระองค์อัลเลาะฮ์นั้น ได้ขจัดมลทินความโสมมต่าง ๆ ออกไปจากสูเจ้าโอ้อะฮ์ลุลบัยต์  (บท อัลอะฮ์ซาบ : 33)

      ทันใดนั้นเอง!! ชายแก่แห่งเมืองชามก็ได้เงยหน้าขึ้นสู่ฟากฟ้า พร้อมกับยกมือขอจากพระองค์ว่า “โอ้ อัลเลาะฮ์ ข้าพระองค์ขอกลับตัว  ขอพระองค์อภัยแด่ข้าด้วย ข้าได้อ่านอัลกุรอ่านมาหลายสิบปีแต่ไม่เคยมีความเข้าใจมันเหมือนวันนี้เลย” 

--------------------------------------------- 

อ้างอิงจาก  :        احتجاج الطبرسى : ج 2، ص 120، ح 172

www.thaiislamlib.com

LAST_UPDATED2
 
เมื่อลูกชายของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ ) ถกกับ คอลีฟะฮ์ ฮารูน อัล รอชีด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อันศอรุ บนีซะฮ์รอฺ   
วันเสาร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

เมื่อลูกชายของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ ) ถกกับ คอลีฟะฮ์ ฮารูน อัล รอชีด

โดย  อันศอรุ บนี ซะฮ์รอฺ

 

بسم الله الرحمن الرحيم                                                                                                    

 

           ในปีที่ คอลีฟะฮ์ ฮารูน อัลรอชีด ไปทำฮัจญ์ หลังจากนั้นก็ใด้มุ่งสู่มะดีนะฮ์ เพื่อทำการไปเยี่ยมหลุมศพ (ซิยาเราะฮ์กุบูร หรือ อิซิกุบูร)  ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ซึ่งรอบๆหลุมศพของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในขณะนั้นได้ถูกห้อมล้อมไปด้วยบรรดา บนีฮาชิม” (เครือญาติผู้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับท่านศาสดา) ที่มาเยี่ยมหลุมศพของท่าน แล้วคอลีฟะฮ์ ฮารูน อัลรอชีด ก็ได้มายืนต่อหน้าหลุมศพของท่านและกล่าวว่า :-

         “ขอความศานติจงมีแด่ท่าน โอ้ศาสดา โอ้ผู้ที่เป็นลูกลุงของฉัน”

          ทันใดนั้นเองท่านอิมาม มูซา อัลกาซิม (อ.) ได้เดินเข้ามาและกล่าวกับศาสดา (ศ็อลฯ)ว่า : -

          “ขอความศานติจงมีแด่ท่าน โอ้บิดา”

         เมื่อคอลีฟะฮ์ฮารูนเห็นเช่นนั้นจึงแสดงสีหน้าโกรธอย่างรุนแรง  และหลังจากที่กลับถึงเมืองหลวงแบกแดด ก็ได้เริ่มแผนการชั่วร้ายทันที  โดยสั่งให้ทำการจับตัวท่านอิมาม มูซา อัลกาซิม (อ.)ไปขังคุกที่เมืองบัซเราะฮ์ (บัสรา)เป็นระยะเวลาหนึ่ง   ขณะที่ท่านอิมามถูกจองจำอยู่นั้นท่านได้รับการทรมานอย่างรุนแรง ทั้งร่างกายและจิตใจต่าง ๆมากมาย  แต่หลังจากนั้นก็ถูกปล่อยและบังคับให้ไปยังเมืองแบกแดด

          วันหนึ่งขณะที่ท่านอิมาม มูซา อัลกาซิม (อ.) อยู่ในเมืองแบกแดด คอลีฟะฮ์ฮารูน ได้สั่งให้ท่านเข้าพบ

เมื่อเข้าสู่วัง ท่านอิมาม กาซิม (อ.) ได้ให้สลามแก่คอลีฟะฮ์ฮารูน  หลังจากตอบรับสลามแล้ว ฮารูนจึงพูดขึ้นว่า : -

          “จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีคอลีฟะฮ์สองคนคอยเก็บภาษีจากประชาชน”

         (เป็นไปได้ไหมที่อาณาจักรอิสลามจะมีผู้นำสองคนในเวลาเดียวกัน)

      ท่านอิมามมูซา อัลกาซิม (อ.) จึงได้กล่าวตอบไปว่า  :  -  

         “จงยำเกรงในพระผู้เป็นเจ้า และจงอย่าให้ศัตรูของเรามาเป่าหูเจ้า   เราอยากจะยกฮะดีษจากท่านศาสดาให้ท่านฟังสักบทหนึ่ง”

         ฮารูน อัลรอชีด กล่าวว่า :   “เชิญกล่าวมาได้เลย”

         ท่านอิมามมูซา อัลกาซิม (อ)  :

 

أَخْبَرَنِي أَبِي عَنْ آبَائِهِ عَنْ جَدِّي رَسُولِ اللَّهِ ص قَالَ إِنَّ الرَّحِمَ إِذَا مَسَّتِ الرَّحِمَ تَحَرَّكَتْ وَ اضْطَرَبَت 

          “บิดาของฉันรายงานจากบิดาของบิดาของบิดาฯ รายงานมาจากท่านศาสดา กล่าวว่า :-  การสัมผัสกันของญาติพี่น้องนั้นจะทำให้เกิดความสงบสนิทชิดเชื้อมากขึ้น

          “ดังนั้นขอท่านจงจับมือข้า”

          เมื่อคอลีฟะฮ์ฮารูน จับมือของท่านอิมาม (อ.)  แล้วจึงดึงท่านอิมาม (อ.)ให้นั่งลงข้าง ๆ ตนและกล่าว่า  : -

          “ตอนนี้เจ้าไม่ต้องกลัวอีกแล้วและบรรพบรุษ (ศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ) ของเจ้านั้นพูดถูกจริง ๆ  หลังจากตอบคำถามเราแล้ว  เราจะปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระและจะไม่สนใจคำยุแยงต่าง ๆ ที่มีต่อเจ้าอีกต่อไป”

         ท่านอิมามมูซา อัลกาซิม (อ.)   :    “ถ้าหากท่านยังรับรองความปลอดภัย อยากจะรู้สิ่งใดก็ถามได้เลย”

         ฮารูน อัลรอชีด   :   “ถ้าหากเจ้าพูดจริงโดยไม่ตะกียะฮ์ (ปิดบังอำพราง) รับประกันว่าเจ้าอยู่ใน อะมานะฮ์ความปลอดภัยแน่นอน”

          ฮารูน อัลรอชีด  :    “มีเหตุผลอะไรหรือที่พวกเจ้าถือตัวว่า ดีกว่าและเหนือกว่าพวกเรา ทั้ง ๆ ทีเราทั้งสองต่างก็สืบเชื่อสายมาจาก “อับดุล มุฏฏอลิบ” กันทั้งนั้นและต่างก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน”

          ท่านอิมาม (อ.)   :    “เพราะ อับดุลเลาะฮ์ และ อบู ฏอลิบ นั้นมาจากพ่อแม่เดียวกัน  ส่วนอับบาสนั้น  ถึงแม้จะมีพ่อเดียวกันแต่ก็มาจากคนละแม่กัน”

(อับดุเลาะฮ์ คือ บิดาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)  และอบู ฏอลิบ ก็คือบิดาของท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน  ส่วนอับบาส ผู้เป็นบรรพบรุษของคอลีฟะฮ์ ฮารูน อัลรอชีดและราชวงศ์ อับบาซียะฮ์นั้น เป็นพี่น้องคนละแม่กับอับดุลเลาะฮ์และอบู ฏอลิบ)

          ฮารูน กล่าวต่อ   :    “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าถือสิทธิอะไรที่อนุญาตให้ประชาชนเรียกเจ้าว่า บุตรของร่อซูลลุลลอฮ์(ศ็อลฯ) ทั้งๆ ที่พวกเจ้าก็คือลูกๆของ อลี บิน อบีฏอลิบ (อ.) คอลีฟะฮ์ที่สี่)  ในขณะที่ว่าวงศ์วานเชื้อสายของมนุษย์นั้นต่างจะสืบทอดมาจากพ่อ  ส่วนแม่นั้นไม่มีบทบาทอะไรเลย”

          ท่านอิมาม (อ.) ตอบว่า   :   “สมมุติว่า ถ้าหากท่าน ร่อซูล ยังมีชีวิตอยู่และได้มาสู่ขอลูกสาวของท่าน  ท่านจะยกให้หรือไม่”

          ฮารูนตอบ   :   “แน่นอน (จะมีเกียรติยศอันใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีก)”

          ท่านอิมาม (อ.)   :  “แต่ถ้าหากเป็นข้า จะไม่ยอมยกให้อย่างแน่นอน”

          ฮารูน จึงถามกลับด้วยความตกใจว่า   :   ทำไมหรือ?? ที่ไม่ยอมให้ลูกสาวกับศาสดา!!”

          ท่านอิมาม (อ.) ตอบว่า   :   “เพราะฉันเกิดมาจากเขา (ศาสดา ศ็อลฯ)  แต่ท่านเกิดมาจากคนอื่น”

          ฮารูน ถามกลับด้วยความโมโห   :   “เจ้าจะมาแอบอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากศาสดาได้อย่างไร??  ในขณะที่เชื้อสายนั้นสืบทอดกันจากทางบิดาเท่านั้น  และอีกอย่างพวกเจ้าทั้งหมดก็เป็นลูกที่เกิดจาก ฟาฏิมะฮ์ (อ.) ลูกสาวศาสดา ทั้งนั้น ไม่ใช่มาจากร่อซูล”

          ท่านอิมาม (อ.)    :   “ข้าไม่อยากที่จะตอบคำถามนี้ โปรดอภัยด้วยเถิด”

          เมื่อถึงตรงนี้ ฮารูน อัลรอชีด คิดว่า นี่คือสิ่งที่จะทำให้ท่านอิมาม (อ.) กำลังจะจนมุมจึงบังคับว่า  ยังไงก็ต้องตอบมาพร้อมกับกล่าวว่า  :

          “พวกเจ้าเป็นเพียงลูกหลานของ อะลี บินอบี ฏอลิบ (อ. )เท่านั้น  แต่ทำไมถึงบังอาจมาแอบอ้างว่าเป็นอิมามผู้มีหน้าที่ชี้นำของมวลมุสลิมที่สืบเชื้อสายมาจาก ศาสดา”

          ท่านอิมาม (อ.)    :   อะอูซุบิลลาฮ์ ขออัลลอฮ์ (ซบ.)  ทรงปกป้องเราจากชัยฏอนมารร้าย  พระองค์ได้กล่าวในอัลกุรอ่านว่า : -

 

 أَعُوذُ بِاللَّهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيمِ بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمنِ الرَّحِيمِ وَ مِنْ ذُرِّيَّتِهِ داوُدَ وَ سُلَيْمانَ وَ أَيُّوبَ وَ يُوسُفَ وَمُوسى‏ وَ هارُونَ وَ كَذلِكَ نَجْزِي الْمُحْسِنِينَ  وَ زَكَرِيَّا وَ يَحْيى‏ وَ عِيسى

 

และจากวงศ์วานของอิบรอฮีม คือ ดาวุด สุลัยมาน อัยยูบ ยูซุฟ และฮารูน  และเช่นเดียวกันผู้กระทำดีทั้งหลาย  และซะกะรียา  และยะฮ์ยา และอีซา  (บท อัล อันอาม : 84)

      ไหนลองตอบมาซิว่า ใคร? คือ พ่อของ อีซา (อ.)”

          ฮารูน   :    “อีซา (อ.) ไม่มีพ่อ”

          (แล้วอัลเลาะฮ์มานับว่า อีซา (อ.) สืบเชื้อสายของอิบรอฮีมได้อย่างไร?)

      ท่านอิมาม (อ.)    :   “ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าเชื้อสายของอิบรอฮีม (อ)นั้นสืบมาจากมัรยัม (อ)ผู้เป็นแม่”

          “เช่นเดียวกัน พวกเรานั้นก็สืบเชื้อสายของรอซูลุลเลาะฮ์มาจากแม่ของเรา

          “คำตอบนี้ถือว่าพอเพียงไหม? หรือจะเอามากกว่านี้อีก”

          ฮารูน  :   “อธิบายมาอีกซิ”

           ท่านอิมาม (อ.)    :   “ในวันที่ท่านนบีจะทำการ “มุบาฮิละฮ์” สาบานสาปแช่งกับเหล่าคริสเตียนนั้น  ท่านได้ตั้งข้อแม้ว่าให้นำเฉพาะ ลูกชาย และผู้หญิงของตนมาเท่านั้น  เพื่อจะเป็นเครื่องสังเวย (ให้พระองค์ลง "บะลา” หากใครพูดปด) ห้ามนำผู้อื่นมา

 فَقُلْ تَعالَوْا نَدْعُ أَبْناءَنا وَ أَبْناءَكُمْ وَ نِساءَنا وَ نِساءَكُمْ وَ أَنْفُسَنا وَ أَنْفُسَكُمْ ثُمَّ نَبْتَهِلْ فَنَجْعَلْ لَعْنَتَ اللَّهِ عَلَى الْكاذِبِين‏           (บทอาลิ อิมรอน :61)                               

 “ และในวันนั้นก็มีเพียง ฮะซัน  ฮุซัยน์  อะลี  และฟาฏิมะฮ์ เท่านั้นที่ท่านศาสดานำมากับท่าน  ดังนั้น เฉกเช่นเดียวกันที่ ฮะซันและฮุซัยน์ ก็คือ ลูก ๆ ของศาสดา (ตามอายะฮ์ข้างต้น) เราก็เช่นกันคือลูกของศาสดาเช่นกัน”

          ในตอนท้าย ฮารูน จึงกล่าวว่า   :   หากต้องการสิ่งใดจงบอกเรามา”

          ท่านอิมาม(อ)    :   “สิ่งแรกที่ฉันต้องการ คือ ให้ท่านปล่อยลูกของลุงของท่านคนนี้ให้กลับไปสู้บ้านเกิดอ้อมอกของครอบครัว และได้อยู่ใกล้ ๆ ฮะรัมสุสานของท่านศาสดาด้วยเถิด”

          ฮารูน อัลรอชีด   :   “เราจะพิจารณา”

แต่หลังจากนั้นฮารูนก็ได้ส่งท่านอิมาม มูซา อัลกาซิม (อ.) ให้กับ ซินดี บิน ชาแฮ๊ก ผู้เหี้ยมโหดเพื่อกักขังคุก

 

 

อ้างอิง    www.thaiislamlib.com 

- عيون اءخبار الرّضا عليه السلام : ج 1، ص 81

 -اختصاص شيخ مفيد: ص 54، س 19r

- بحارالا نوار: ج 48، ص 121، ح 1، و ص 125، ح 2r

-مدينة المعاجز: ج 6، ص 427، ح 2080

 -اءعيان الشّيعة : ج 2، ص 8

- ينابيع المودّة : ج 3، ص 117.     

LAST_UPDATED2
 
สาส์นเนื่องวันวันวิลาดัต อิมามญะวาด (อ.) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Alfaruq   
วันศุกร์ที่ ๐๓ กรกฏาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

เนื่องในโอกาสที่วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2552 นี้  ตรงกับวันที่ 10 ของเดือน รอญับ  ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของ อิมามท่านที่เก้า คือ  อิมาม มุฮัมมัด อัลญะวาด (อ.)   จึงขอแสดงความยินดีต่อทุก ๆ ท่านซึ่งเป็นผู้ที่รักใน อะฮ์ลุลบัยต์” ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)

          จากหลักฐานที่มีรายงานมาทั้ง ฮะดีษ และบันทึกประวัติศาสตร์ คอลีฟะฮ์ จากตระกูล บนีอับบาส ( ราชวงศ์ อับบาซียะฮ์ ) นั้นได้ทำการทารุณกรรม กดขี่ขมเหง และสังหาร อะฮ์ลุลบัยต์ วงศ์วานของท่านศาสดาผู้บริสุทธิ์มากมายกว่าราชวงศ์ บนีอุมัยยะฮ์ เสียอีก

         บนีอุมัยยะฮ์ นั้นได้ใช้กำลังอาวุธและความรุนแรงป่าเถื่อนสร้างความชอบธรรมในการปกครองให้กับตนเอง  จึงทำให้ทุกคนนั้นเห็นเด่นชัดในอันตรายของพวกนี้   แต่ทว่าพวก บนีอับบาส นั้นใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงเป็นตัวนำ  โดยใช้นโยบาย  ใบมีดอาบน้ำผึ้ง  ขจัดฝ่ายตรงข้าม  ดังนั้น ความรู้สึกและในสายตาประชาชนจึงเห็นว่าพวกนี้เป็นอันตรายไม่มากนัก

          หนึ่งในนั้นก็คือ คอลีฟะฮ์ อัลมะอฺมูน จาก บนีอับบาส ซึ่งเป็นผู้ที่ได้สังหาร ท่านอิมาม อลี อัลริฏอ (อ.) - อิมามที่แปด  ด้วยการวางยาพิษ  และหลังจากนั้นก็ได้วางแผนชั่วร้ายด้วยการอภิเษกสมรส อุมมุล ฟัฏล์ ลูกสาวของตนให้กับท่าน อิมาม มุฮัมมัด อัลญะวาด(ฮ) - อิมามที่เก้า บุตรของท่านอิมาม ริฏอ (อ.)    แต่อีกด้านหนึ่งก็พยายามที่จะทำลายภาพลักษณ์ของท่านอิมาม ญะวาด (อ.) ตลอดเวลา ซึ่งในแต่ละครั้งผลลัพธ์ของมันก็กลับตาลปัตรทุกครั้ง

          ครั้งหนึ่ง คอลีฟะฮ์ มะอฺมูน ต้องการที่จะทำลายความเชื่อมั่นของเหล่า ชีอะฮ์ ในตัวของท่านอิมาม ญะวาด(อ.)  ซึ่งในขณะนั้นท่านอิมามมีอายุได้เพียง 9 ขวบเท่านั้น  และถือเป็นเริ่มต้นยุคของการมีอิมามที่เป็นเด็ก  ด้วยเหตุนี้ จึงได้จัดให้มีการถกประลองความรู้ในเรื่องศาสนาขึ้น  และได้เชิญเหล่า อาลิมอุลามาอ์ ผู้รู้ จากทุกสารทิศมาในงานนี้อย่างมากมาย  หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ กอฏี ยะฮ์ยา บินอักษัม  ผู้คงแก่เรียน  ซึ่งได้ถูกเตรียมไว้สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ 

          หลังจากที่ทุกคนมาพร้อมกันแล้ว กอฏี ยะฮ์ยา บินอักษัม กล่าวกับ คอลีฟะฮ์ อัลมะอฺมูน ว่า : -

“โอ้ อะมีรุลมุอฺมินีน อนุญาตให้ถาม อะบูญะอฺฟัร มุฮัมมัด ญะวาดหรือไม่”

คอลิฟะฮ์ อัลมะอฺมูน  กล่าวว่า  :  “เจ้าจงขออนุญาตจากตัวเขาเอง”

ยะฮ์ยา บิน อักษัม จึงหันไปทางท่านอิมามแล้วถามว่า  :  “อนุญาตให้ฉันถามได้หรือไม่”

ท่านอิมาม ญะวาด (อ.)  กล่าวว่า  :  “จงถามมาในสิ่งที่ท่านอยากถาม”

กอฏี ยะฮ์ยา จึงถามว่า  :  “ฮุกุ่มของผู้ที่อยู่ใน เอี๊ยะฮ์รอม (ใส่ชุดสำหรับทำฮัจญ์) แล้วได้ทำการล่าสัตว์นั้นเป็นเช่นไร?”

ท่านอิมาม ญะวาด (อ.)  :  “ท่านหมายถึงกรณีไหนรึ? เช่น :-

          1.       เขาได้ทำการล่าในเขต หรือนอกเขตของ ฮะรัม

      2.       ผู้ล่าเป็น อาลิมหรือ ญาฮิล

      3.       ผู้ล่าทำลงไปด้วยความ จงใจ หรือ ความเผอเรอ

      4.       ผู้ล่า บาลิฆหรือไม่

          5.       เป็นการกระทำ ครั้งแรก หรือ ทำหลายครั้ง แล้วในเขตฮะรัม

          6.       สัตว์ที่ล่านั้นเป็น สัตว์เล็ก หรือ สัตว์ใหญ่

      7.       เป็นสัตว์ปีก หรือ สัตว์สี่เท้า

      8.       ล่าตอน กลางวัน หรือ กลางคืน

      9.       อยู่ใน เอี๊ยะฮ์รอม ของ ฮัจญ์ หรือ อุมเราะฮ์

      10.    หลังจาก กระทำแล้วเสียใจ ในสิ่งที่ทำ หรือไม่? ”

         จากคำถามข้อปลีกย่อยรายละเอียดที่ท่านอิมามญะวาด (อ.) ถามกลับทำให้ ยะฮ์ยา บินอักษัม ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกตอบไม่ถูกว่าจะเป็นกรณีไหนดี  เขานึกไม่ถึงว่าท่านอิมาม (อ.) จะช่ำชองในข้อปลีกย่อยของปัญหาอย่างมากมายเช่นนี้  ซึ่งในบางรายงานนั้นมีมาว่าท่านอิมาม ญะวาด(อ) ได้ถามกลับไปในข้อปลีกย่อยถึง 40กรณีด้วยกัน ว่าหมายถึง อันไหนกันแน่!!  และหลังจากนั้นท่านอิมาม (อ.) ก็ได้อธิบายอย่างละเอียดให้ อิบนุ อักษัม ในทุกกรณี

มะอฺมูน จึงได้กล่าวว่า  :  “โอ้ บุตรของศาสดาคราวนี้ท่านถามเขาบ้าง”

ท่านอิมาม ญะวาด (อ.) ถามว่า  :  “ท่านรู้หรือไม่ผู้หญิงคนนี้คือใคร??”

ตอนเช้า ชายคนหนึ่งได้มองไปยังหญิงสาวคนหนึ่งทว่าการมองของเขาเป็น ฮะรอม

พอสาย หน่อยหญิงสาวคนนั้นก็ ฮะลาล สำหรับเขา”

“ แต่พอ ตอนเที่ยง หญิงสาวคนนั้นก็ ฮะรอม อีก  และพอ บ่ายคล้อย ก็ ฮะลาล

“ ยาม อาทิตย์ตกดิน ก็กลับไป ฮะรอม สำหรับเขาอีก”

พอดึกหน่อยก็ ฮะลาล

“ถึง เที่ยงคืน ก็ ฮะรอม อีกสำหรับเขา”

“ แต่พอเข้าเวลานมาซ ซุบฮ์ ก็กลับ ฮะลาล เหมือนเดิม ”

อิบนุ อักษัม ตอบว่า  :  “ขอสาบานต่อพระผู้ทรงเป็นเอกะ ทั้งคำตอบและสาเหตุของมันนั้นข้าฯไมรู้ แต่ถ้าหากเป็นไปได้ขอให้ท่านได้อธิบายพวกเราด้วย”

ท่านอิมาม ญะวาด (อ.)  จึงได้อธิบายให้พวกเขาฟังว่า  : -

“หญิงสาวคนนั้น คือ ทาสของชายคนหนึ่ง   การมองเธอจึง ฮะรอม สำหรับชายอื่น”

“แต่พอตอนสายชายคนนั้นก็ได้ซื้อเธอมา  จึงทำให้เธอ ฮะลาล สำหรับเขา”

“พอเที่ยงเขาก็ได้ปล่อยทาสหญิงคนนั้นให้เป็นอิสระ  เธอจึง ฮะรอม สำหรับเขา”

“ในตอนบ่ายเขาก็ได้ขอเธอแต่งงาน  เธอจึง ฮะลาล อีกครั้งสำหรับเขา”

“แต่พอพระอาทิตย์ตกดินเขาได้ทำการ ซิฮาร” (กล่าวว่าก้นเธอนั้นเหมือนของพี่สาวน้องสาวหรือแม่ตนเอง) การร่วมหลับนอนกับเธอจึง ฮะรอม สำหรับเขา”

“แต่พอตอนดึกเขาได้ทำการจ่าย “กัฟฟาเราะฮ์” (ค่าปรับ ที่กล่าว ซิฮาร)  นางจึง ฮะลาล สำหรับเขาอิกครั้ง”

“เมื่อถึงเที่ยงคืนเขาก็ได้ทำการ “ฏอลาก ริจญ์อี” (การหย่าที่สามารถกลับมาอยู่ด้วยกันได้ก่อนที่จะครบกำหนดอิดดะฮ์ โดยไม่ต้องนิกะฮ์ใหม่) นางจึง ฮะรอม

“แต่พอเขาเวลานมาซซุบฮ์เขาได้คืนดีและกลับมาหานาง  เธอจึง ฮะลาล อีกครั้งสำหรับเขา”

หลังจากนั้น มะอฺมูน ก็ได้พูดว่า  :   “เห็นหรือไม่ว่า ทำไมข้าจึงต้องการให้ลูกสาวของข้าแต่งงานกับเขา (อิมาม ญะวาด (อ.) ถึงแม้ว่าอายุยังน้อยก็ตาม”

“ในหมู่พวกท่านมีใครสามารถตอบคำถามแบบนี้ได้บ้างไหม?”

ทุกคนจึงตอบว่า  :   “ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่จะตอบปัญหาเช่นนี้ได้”

มะอฺมูน กล่าวว่า  :   “ความวิบัติจะมีแด่พวกท่าน!!  ไม่รู้ดอกหรือว่าไม่มีใครจะมาเทียบเคียงในความรู้ความประเสริฐและความสูงส่งกับ “อะฮ์ลุลบัยต์” ของท่านศาสดาได้  ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเด็กก็ตาม

อ้างอิงจาก  : -

 

 احتجاج طبرسى : ج 2، ص 472 475،

 

 إ علام الورى طبرسى : ج 2، ص 102،

 

 تاريخ اهل البيت : ص 85،

 

 كشف الغمّة : ج 2، ص 370،

 

 فصول المهمّه ابن صبّاغ مالكى : ص 275،

  عيون المعجزات : ص 124.         

   ฮะดีษจากท่านอิมาม ญะวาด (อ.)

 من اصغي إلي ناطق فقد عبده، فان كان الناطق عن الله فقد عبد الله، وان كان الناطق ينطق عن لسان إبليس فقد عبد إبليس.مستدرك الوسائل : ج 17، ص 308، ح 5.

 

ผู้ใดก็ตามที่ปลาบปลื้มหลงใหลในตัวนักพูด  ก็เท่ากับคน ๆ นั้นเป็นบ่าวของเขา   ดังนั้น หากเขาได้พูดบรรยายในสิ่งที่มาจากอัลเลาะฮ์ (ซบ.) ก็เท่ากับว่าเขานั้นเป็นบ่าวของพระองค์  แต่ถ้าหากว่านักพูดได้บรรยายจากลิ้นของ อิบลีส มารร้าย ก็เท่ากับว่าเขานั้นเป็นบ่าวของ ชัยฏอน

  لوسكت الجاهل مااختلف الناس.كشف الغمّة : ج 2، ص 349، بحارالا نوار: ج 75، ص 81، ح 75.

 

หาก ญาฮิล (คนโง่) หุบปากนิ่งเงียบเสียประชาชนก็จะไม่แตกแยกกัน 

 من استغني بالله افتقر الناس إليه ، ومن اتقي الله احبه الناس وإن كرهوا.بحارالا نوار: ج 75، ص 79، ح 62.

 

ผู้ใดก็ตามที่เขาได้เพียงพอด้วย อัลเลาะฮ์ (ซบ.)  ประชาชนก็จะมีความต้องการในตัวเขา  และใครก็ตามที่มีตักวาความยำเกรงในพระองค์  เขาก็จะเป็นที่รักของทุก ๆ คนถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่มีตักวาก็ตาม

ลิงค์แนะนำ : -   อิมามาอะลี ริฎอ (อ.)     อิมามญะวาด (อ.)

LAST_UPDATED2
 
« เริ่มแรกย้อนกลับ123ถัดไปสุดท้าย »

JPAGE_CURRENT_OF_TOTAL



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com