Poll

คุณเข้ามาทำอะไรในเว็บนี้จ๊ะ?
 

Search ใส่คำที่ต้องการค้นหา

Who online?

เรามี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

Visitors Counter

160248
TodayToday15
YesterdayYesterday69
This weekThis week15
This monthThis month1019
AllAll160248



เมื่อลูกชายของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ ) ถกกับ คอลีฟะฮ์ ฮารูน อัล รอชีด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อันศอรุ บนีซะฮ์รอฺ   
วันเสาร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๐:%M

เมื่อลูกชายของศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ ) ถกกับ คอลีฟะฮ์ ฮารูน อัล รอชีด

โดย  อันศอรุ บนี ซะฮ์รอฺ

 

بسم الله الرحمن الرحيم                                                                                                    

 

           ในปีที่ คอลีฟะฮ์ ฮารูน อัลรอชีด ไปทำฮัจญ์ หลังจากนั้นก็ใด้มุ่งสู่มะดีนะฮ์ เพื่อทำการไปเยี่ยมหลุมศพ (ซิยาเราะฮ์กุบูร หรือ อิซิกุบูร)  ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ซึ่งรอบๆหลุมศพของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในขณะนั้นได้ถูกห้อมล้อมไปด้วยบรรดา บนีฮาชิม” (เครือญาติผู้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับท่านศาสดา) ที่มาเยี่ยมหลุมศพของท่าน แล้วคอลีฟะฮ์ ฮารูน อัลรอชีด ก็ได้มายืนต่อหน้าหลุมศพของท่านและกล่าวว่า :-

         “ขอความศานติจงมีแด่ท่าน โอ้ศาสดา โอ้ผู้ที่เป็นลูกลุงของฉัน”

          ทันใดนั้นเองท่านอิมาม มูซา อัลกาซิม (อ.) ได้เดินเข้ามาและกล่าวกับศาสดา (ศ็อลฯ)ว่า : -

          “ขอความศานติจงมีแด่ท่าน โอ้บิดา”

         เมื่อคอลีฟะฮ์ฮารูนเห็นเช่นนั้นจึงแสดงสีหน้าโกรธอย่างรุนแรง  และหลังจากที่กลับถึงเมืองหลวงแบกแดด ก็ได้เริ่มแผนการชั่วร้ายทันที  โดยสั่งให้ทำการจับตัวท่านอิมาม มูซา อัลกาซิม (อ.)ไปขังคุกที่เมืองบัซเราะฮ์ (บัสรา)เป็นระยะเวลาหนึ่ง   ขณะที่ท่านอิมามถูกจองจำอยู่นั้นท่านได้รับการทรมานอย่างรุนแรง ทั้งร่างกายและจิตใจต่าง ๆมากมาย  แต่หลังจากนั้นก็ถูกปล่อยและบังคับให้ไปยังเมืองแบกแดด

          วันหนึ่งขณะที่ท่านอิมาม มูซา อัลกาซิม (อ.) อยู่ในเมืองแบกแดด คอลีฟะฮ์ฮารูน ได้สั่งให้ท่านเข้าพบ

เมื่อเข้าสู่วัง ท่านอิมาม กาซิม (อ.) ได้ให้สลามแก่คอลีฟะฮ์ฮารูน  หลังจากตอบรับสลามแล้ว ฮารูนจึงพูดขึ้นว่า : -

          “จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีคอลีฟะฮ์สองคนคอยเก็บภาษีจากประชาชน”

         (เป็นไปได้ไหมที่อาณาจักรอิสลามจะมีผู้นำสองคนในเวลาเดียวกัน)

      ท่านอิมามมูซา อัลกาซิม (อ.) จึงได้กล่าวตอบไปว่า  :  -  

         “จงยำเกรงในพระผู้เป็นเจ้า และจงอย่าให้ศัตรูของเรามาเป่าหูเจ้า   เราอยากจะยกฮะดีษจากท่านศาสดาให้ท่านฟังสักบทหนึ่ง”

         ฮารูน อัลรอชีด กล่าวว่า :   “เชิญกล่าวมาได้เลย”

         ท่านอิมามมูซา อัลกาซิม (อ)  :

 

أَخْبَرَنِي أَبِي عَنْ آبَائِهِ عَنْ جَدِّي رَسُولِ اللَّهِ ص قَالَ إِنَّ الرَّحِمَ إِذَا مَسَّتِ الرَّحِمَ تَحَرَّكَتْ وَ اضْطَرَبَت 

          “บิดาของฉันรายงานจากบิดาของบิดาของบิดาฯ รายงานมาจากท่านศาสดา กล่าวว่า :-  การสัมผัสกันของญาติพี่น้องนั้นจะทำให้เกิดความสงบสนิทชิดเชื้อมากขึ้น

          “ดังนั้นขอท่านจงจับมือข้า”

          เมื่อคอลีฟะฮ์ฮารูน จับมือของท่านอิมาม (อ.)  แล้วจึงดึงท่านอิมาม (อ.)ให้นั่งลงข้าง ๆ ตนและกล่าว่า  : -

          “ตอนนี้เจ้าไม่ต้องกลัวอีกแล้วและบรรพบรุษ (ศาสดามุฮัมมัด ศ็อลฯ) ของเจ้านั้นพูดถูกจริง ๆ  หลังจากตอบคำถามเราแล้ว  เราจะปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระและจะไม่สนใจคำยุแยงต่าง ๆ ที่มีต่อเจ้าอีกต่อไป”

         ท่านอิมามมูซา อัลกาซิม (อ.)   :    “ถ้าหากท่านยังรับรองความปลอดภัย อยากจะรู้สิ่งใดก็ถามได้เลย”

         ฮารูน อัลรอชีด   :   “ถ้าหากเจ้าพูดจริงโดยไม่ตะกียะฮ์ (ปิดบังอำพราง) รับประกันว่าเจ้าอยู่ใน อะมานะฮ์ความปลอดภัยแน่นอน”

          ฮารูน อัลรอชีด  :    “มีเหตุผลอะไรหรือที่พวกเจ้าถือตัวว่า ดีกว่าและเหนือกว่าพวกเรา ทั้ง ๆ ทีเราทั้งสองต่างก็สืบเชื่อสายมาจาก “อับดุล มุฏฏอลิบ” กันทั้งนั้นและต่างก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน”

          ท่านอิมาม (อ.)   :    “เพราะ อับดุลเลาะฮ์ และ อบู ฏอลิบ นั้นมาจากพ่อแม่เดียวกัน  ส่วนอับบาสนั้น  ถึงแม้จะมีพ่อเดียวกันแต่ก็มาจากคนละแม่กัน”

(อับดุเลาะฮ์ คือ บิดาของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)  และอบู ฏอลิบ ก็คือบิดาของท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน  ส่วนอับบาส ผู้เป็นบรรพบรุษของคอลีฟะฮ์ ฮารูน อัลรอชีดและราชวงศ์ อับบาซียะฮ์นั้น เป็นพี่น้องคนละแม่กับอับดุลเลาะฮ์และอบู ฏอลิบ)

          ฮารูน กล่าวต่อ   :    “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าถือสิทธิอะไรที่อนุญาตให้ประชาชนเรียกเจ้าว่า บุตรของร่อซูลลุลลอฮ์(ศ็อลฯ) ทั้งๆ ที่พวกเจ้าก็คือลูกๆของ อลี บิน อบีฏอลิบ (อ.) คอลีฟะฮ์ที่สี่)  ในขณะที่ว่าวงศ์วานเชื้อสายของมนุษย์นั้นต่างจะสืบทอดมาจากพ่อ  ส่วนแม่นั้นไม่มีบทบาทอะไรเลย”

          ท่านอิมาม (อ.) ตอบว่า   :   “สมมุติว่า ถ้าหากท่าน ร่อซูล ยังมีชีวิตอยู่และได้มาสู่ขอลูกสาวของท่าน  ท่านจะยกให้หรือไม่”

          ฮารูนตอบ   :   “แน่นอน (จะมีเกียรติยศอันใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีก)”

          ท่านอิมาม (อ.)   :  “แต่ถ้าหากเป็นข้า จะไม่ยอมยกให้อย่างแน่นอน”

          ฮารูน จึงถามกลับด้วยความตกใจว่า   :   ทำไมหรือ?? ที่ไม่ยอมให้ลูกสาวกับศาสดา!!”

          ท่านอิมาม (อ.) ตอบว่า   :   “เพราะฉันเกิดมาจากเขา (ศาสดา ศ็อลฯ)  แต่ท่านเกิดมาจากคนอื่น”

          ฮารูน ถามกลับด้วยความโมโห   :   “เจ้าจะมาแอบอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากศาสดาได้อย่างไร??  ในขณะที่เชื้อสายนั้นสืบทอดกันจากทางบิดาเท่านั้น  และอีกอย่างพวกเจ้าทั้งหมดก็เป็นลูกที่เกิดจาก ฟาฏิมะฮ์ (อ.) ลูกสาวศาสดา ทั้งนั้น ไม่ใช่มาจากร่อซูล”

          ท่านอิมาม (อ.)    :   “ข้าไม่อยากที่จะตอบคำถามนี้ โปรดอภัยด้วยเถิด”

          เมื่อถึงตรงนี้ ฮารูน อัลรอชีด คิดว่า นี่คือสิ่งที่จะทำให้ท่านอิมาม (อ.) กำลังจะจนมุมจึงบังคับว่า  ยังไงก็ต้องตอบมาพร้อมกับกล่าวว่า  :

          “พวกเจ้าเป็นเพียงลูกหลานของ อะลี บินอบี ฏอลิบ (อ. )เท่านั้น  แต่ทำไมถึงบังอาจมาแอบอ้างว่าเป็นอิมามผู้มีหน้าที่ชี้นำของมวลมุสลิมที่สืบเชื้อสายมาจาก ศาสดา”

          ท่านอิมาม (อ.)    :   อะอูซุบิลลาฮ์ ขออัลลอฮ์ (ซบ.)  ทรงปกป้องเราจากชัยฏอนมารร้าย  พระองค์ได้กล่าวในอัลกุรอ่านว่า : -

 

 أَعُوذُ بِاللَّهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيمِ بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمنِ الرَّحِيمِ وَ مِنْ ذُرِّيَّتِهِ داوُدَ وَ سُلَيْمانَ وَ أَيُّوبَ وَ يُوسُفَ وَمُوسى‏ وَ هارُونَ وَ كَذلِكَ نَجْزِي الْمُحْسِنِينَ  وَ زَكَرِيَّا وَ يَحْيى‏ وَ عِيسى

 

และจากวงศ์วานของอิบรอฮีม คือ ดาวุด สุลัยมาน อัยยูบ ยูซุฟ และฮารูน  และเช่นเดียวกันผู้กระทำดีทั้งหลาย  และซะกะรียา  และยะฮ์ยา และอีซา  (บท อัล อันอาม : 84)

      ไหนลองตอบมาซิว่า ใคร? คือ พ่อของ อีซา (อ.)”

          ฮารูน   :    “อีซา (อ.) ไม่มีพ่อ”

          (แล้วอัลเลาะฮ์มานับว่า อีซา (อ.) สืบเชื้อสายของอิบรอฮีมได้อย่างไร?)

      ท่านอิมาม (อ.)    :   “ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าเชื้อสายของอิบรอฮีม (อ)นั้นสืบมาจากมัรยัม (อ)ผู้เป็นแม่”

          “เช่นเดียวกัน พวกเรานั้นก็สืบเชื้อสายของรอซูลุลเลาะฮ์มาจากแม่ของเรา

          “คำตอบนี้ถือว่าพอเพียงไหม? หรือจะเอามากกว่านี้อีก”

          ฮารูน  :   “อธิบายมาอีกซิ”

           ท่านอิมาม (อ.)    :   “ในวันที่ท่านนบีจะทำการ “มุบาฮิละฮ์” สาบานสาปแช่งกับเหล่าคริสเตียนนั้น  ท่านได้ตั้งข้อแม้ว่าให้นำเฉพาะ ลูกชาย และผู้หญิงของตนมาเท่านั้น  เพื่อจะเป็นเครื่องสังเวย (ให้พระองค์ลง "บะลา” หากใครพูดปด) ห้ามนำผู้อื่นมา

 فَقُلْ تَعالَوْا نَدْعُ أَبْناءَنا وَ أَبْناءَكُمْ وَ نِساءَنا وَ نِساءَكُمْ وَ أَنْفُسَنا وَ أَنْفُسَكُمْ ثُمَّ نَبْتَهِلْ فَنَجْعَلْ لَعْنَتَ اللَّهِ عَلَى الْكاذِبِين‏           (บทอาลิ อิมรอน :61)                               

 “ และในวันนั้นก็มีเพียง ฮะซัน  ฮุซัยน์  อะลี  และฟาฏิมะฮ์ เท่านั้นที่ท่านศาสดานำมากับท่าน  ดังนั้น เฉกเช่นเดียวกันที่ ฮะซันและฮุซัยน์ ก็คือ ลูก ๆ ของศาสดา (ตามอายะฮ์ข้างต้น) เราก็เช่นกันคือลูกของศาสดาเช่นกัน”

          ในตอนท้าย ฮารูน จึงกล่าวว่า   :   หากต้องการสิ่งใดจงบอกเรามา”

          ท่านอิมาม(อ)    :   “สิ่งแรกที่ฉันต้องการ คือ ให้ท่านปล่อยลูกของลุงของท่านคนนี้ให้กลับไปสู้บ้านเกิดอ้อมอกของครอบครัว และได้อยู่ใกล้ ๆ ฮะรัมสุสานของท่านศาสดาด้วยเถิด”

          ฮารูน อัลรอชีด   :   “เราจะพิจารณา”

แต่หลังจากนั้นฮารูนก็ได้ส่งท่านอิมาม มูซา อัลกาซิม (อ.) ให้กับ ซินดี บิน ชาแฮ๊ก ผู้เหี้ยมโหดเพื่อกักขังคุก

 

 

อ้างอิง    www.thaiislamlib.com 

- عيون اءخبار الرّضا عليه السلام : ج 1، ص 81

 -اختصاص شيخ مفيد: ص 54، س 19r

- بحارالا نوار: ج 48، ص 121، ح 1، و ص 125، ح 2r

-مدينة المعاجز: ج 6، ص 427، ح 2080

 -اءعيان الشّيعة : ج 2، ص 8

- ينابيع المودّة : ج 3، ص 117.     

LAST_UPDATED2
 



Valid XHTML and CSS. Power site By : BKKwebsite.com